วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ทุนมนุษย์


Wisdom is found on the lips of him who has understanding, but a rod is for the back of him who is devoid of understanding.”   Proverbs 10: 13

การที่โลกก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 ที่มีพื้นฐานของความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีดิจิตัลรองรับ ทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อการพัฒนาประเทศ ของประเทศต่างๆทั่วโลก สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ประชาชนมีรายได้สูง มีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีการศึกษาดี ปัญหาคงไม่มาก แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยและอีกหลายประเทศที่มีปัญหาหลายด้านที่ต้องแก้ไขอยู่แล้ว เมื่อต้องมาเจอกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งใหม่ที่นำโดยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตัล จึงเป็นเรื่องหนักและยากมาก ในการปรับตัวครั้งใหม่ เพื่อให้ประเทศอยู่ในตำแหน่งที่สามารถแข่งขันได้

ต้องยอมรับว่า เรื่องทุนมนุษย์ เป็นปัญหาที่ยากที่สุดของประเทศกำลังพัฒนาอย่าง ประเทศไทย ผลกระทบจากการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังมีปัญหาเรื่องทุนมนุษย์อย่างแน่นอน เพราะเราต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านถึง 4 ล้านคนในการขับเคลื่อนธุรกิจและพัฒนา ประเทศ และยังไม่พบทางออกที่ดีและยั่งยืนในการแก้ไขปัญหานี้ แต่กลับมีแนวโน้ม...ที่ปัญหาเรื่องทุนมนุษย์ของไทยจะยุ่งยากมากยิ่งขึ้นในอนาคต

เพราะโครงสร้างประชากรของประเทศไทยมีสัดส่วนที่น่ากังวลใจ
ปี 2560 เรามีประชากรวัยเด็ก 18% วัยทำงาน 65% และวัยสูงอายุ17%
ปี 2564 เราจะมีประชากรวัยเด็ก 16% วัยทำงาน 64% และวัยสูงอายุ 20%
ปี 2569 เราจะมีประชากรวัยเด็ก 16% วัยทำงาน 60% และวัยสูงอายุ 24%
ปี 2579 เราจะมีประชากรวัยเด็ก 14% วัยทำงาน 56% และวัยสูงอายุ 30%
ถ้าการพยากรณ์นี้เป็นไปตามการคำนวณทางสถิติ อีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 30% ในขณะที่ประชากรวัย ทำงานลดลงเหลือเพียง 56% และประชากรวัยเด็กก็ลดลงเหลือเพียง 14%

สาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างนี้มาจากการที่คนหนุ่มสาวไทยที่มีการศึกษาดีในปัจจุบันแต่งงานแล้วไม่ยอมมีบุตรมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และจำนวนคนโสดมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2 เท่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่หญิงอยู่กับหญิง และชายอยู่กับชาย ส่วนครอบครัวที่มีลูกก็จะมีลูกเพียง 1-2 คนเท่านั้น

ในกลุ่มเด็กที่เกิดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากประชาชนกลุ่มคนยากจนที่พ่อแม่ไม่ได้รับการศึกษา กลุ่มประชากรชนเผ่า และ กลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทำให้เด็กแรกเกิดและเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการที่ไม่สมวัยจำนวนสูงเพราะความไม่พร้อมทางเศรษฐกิจของครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อไปถึงวัยเรียนด้วย ทั้งระดับเชาว์ปัญญา IQ และวุฒิภาวะทางอารมณ์ EQ อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานสากล ผลการสอบทุกสำนักทั้งในประเทศและต่างประเทศยืนยันแล้วว่า เด็กไทยมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐานทุกวิชา

ในกลุ่มวัยทำงานที่เวลานี้ก็เป็นปัญหารุนแรงอยู่แล้ว ยิ่งจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงอีก ปัญหาจะยิ่งสาหัสมากขึ้นเมื่อประชากรวัยทำงานที่ลดลงต้องทำงานเพื่อเลี้ยงดูประชากรวัยสูงวัยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการปฏิวัติ อุตสาหกรรมยุคที่ 4 บนฐานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิตัล จะทำให้กลุ่มวัยทำงานต้องเผชิญกับปัญหาในการฟื้นฟูทักษะ (Reskill) และการปรับทักษะให้สูงขึ้น (Upskill) เพื่อเป็นแรงงานที่มีความรู้ (Knowledge Workers)

ในประชากรกลุ่มสูงวัยจะมีปัญหามากขึ้น เพราะประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินบำนาญจากรัฐบาลเนื่องจากไม่ได้รับราชการ ประชากรกลุ่มนี้ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการออมให้มากเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในบั้นปลาย และรัฐบาลไม่สามารถจัดสรรสวัสดิการให้ผู้สูงอายุได้ครบถ้วน

ประเทศไทย มีปัญหาเรื่องทุนมนุษย์ ทั้งด้านชุดความคิด (Mindset) และด้านชุดทักษะ (Skillset) มาตลอดเวลาในการพัฒนาประเทศ จากคนในรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Baby Boomer) ที่คนในรุ่นนี้มีชุดความคิดหลักคือการรับราชการเพื่อความมั่นคงในชีวิต ชุดความคิดรองคือทำงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจเพราะสวัสดิการดี ส่วนที่เหลือทำงานบริษัทเอกชน หรือค้าขาย เพราะโอกาสในเวลานั้นมีจำกัดเพียงแค่นั้น คนในรุ่นต่อมาคือ Generation X  ชุดความคิดของคนในรุ่นนี้ยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก แม้จะมีโอกาสมากขึ้น คนรุ่นนี้มีโอกาสศึกษาทั้งในประเทศและในต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังคงนิยมรับราชการ ทำงานรัฐวิสาหกิจ ธนาคารสถาบันการเงิน และบริษัทเอกชน ชุดความคิดเพิ่งจะมาเปลี่ยนแปลงในคนยุคต่อมาคือ Generation Y ที่มีความอยากจะเป็นอิสระ เป็นนายของตัวเอง อยากเป็นผู้ประกอบการ อยากประสบความสำเร็จโดยเร็ว

ปัญหาคือ ระบบการศึกษาไทยไม่ได้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอย่างรวดเร็ว เพราะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยยังคงวนเวียนอยู่ในชุดความคิดเดิม ทำให้ระบบการศึกษาไทยยังคงสร้างทุนมนุษย์ที่มีชุดความคิดแบบเก่า และมีทักษะแบบเก่า Mindset คือ เรียนเพื่อเอาใบปริญญาไว้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล และหวังที่จะทำงานสบายมีเกียรติมีหน้าตาทางสังคม ส่วน Skillset คือ มีทักษะที่แคบ ไม่สามารถทำงานตอบสนองตามความต้องการของตลาดแรงงานในวงกว้างได้ ผลที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ เกิดช่องว่างที่เราต้องพึ่งทุนมนุษย์จากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนหลายล้านคนมาเข้ามาทดแทน

สิ่งที่เราเห็นเวลานี้น่าจะเป็นเพียงยอดก้อนน้ำแข็งที่เริ่มโผล่ให้เรามองเห็นบนผิวน้ำทะเลส่วนภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลก้อนมหึมานั้น จะมีผลกระทบอีกสักเท่าไหร่ ไม่สามารถที่จะหยั่งรู้ได้ในเวลานี้ แต่รู้ว่าถ้าเราไม่ทำการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อย่างมียุทธศาสตร์ แก้ไขอย่างเป็นระบบ เราจะมีปัญหารุนแรงมากขึ้นในอนาคตแน่

การศึกษาไทยจึงต้องทำการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนชุดความคิดใหม่ และ เพื่อสร้างชุดทักษะใหม่ให้กับทุนมนุษย์รุ่นใหม่ให้รู้จักคิดวิเคราะห์ วางแผนพัฒนา มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิ
ตัล วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรม เพื่อจะสามารถแข่งขันได้ ในขณะเดียวกันต้องมีความรู้เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพรักษาชีวิต รู้จักใช้ชีวิตในสังคม อย่างเหมาะสม มีความรู้เรื่องการหาเงินใช้เงินและออมเงินอย่างถูกต้องเหมาะสม มีความสมดุลย์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ประเทศไทยต้องการคนรุ่นใหม่ที่

  • คิดถึงสังคมประเทศชาติ มีจิตสาธารณะ ไม่ใช่คิดเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และความสุขของตนเองแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจความทุกข์ยากลำบาก ของคนอื่นในสังคม
  • คิดสร้างศักยภาพให้แก่ตนเองอย่างเต็มที่เพื่อจะได้ใช้ความสามารถของตนทำงานให้เกิดผลิตภาพที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมประเทศชาติ
  • ทัศนคติใหม่ที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น แบ่งปันส่วนเก่งจุดแข็งของตนเองไปบูรณาการกับส่วนเก่งและจุดแข็งของคนอื่น
  • มีความสัตย์ซื่อต่อตนเองและสังคม รังเกียจการคอร์รัปชั่น
  • มีความรู้และทักษะใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของอาชีพการงานใหม่
  • มีจริยธรรมและคุณธรรมในการทำงานและดำรงชีวิต

ปรัชญาการศึกษาใหม่ต้องนำค่านิยมที่เป็นคุณค่าและอัตลักษณ์ของคนไทย มาถักทอใหม่กับความรู้และทักษะที่ต้องการของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องการทักษะทั้งด้านศาสตร์ความรู้วิชาการและเทคโนโลยีซึ่งเป็นทักษะด้านแข็ง (Hard Skills) และความรู้ความเข้าใจตนเองกับการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีคุณค่าและมีความสุขซึ่งเป็นทักษะทางด้านสังคมด้านอ่อน (Soft Skills) เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต

สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา และสถาบันทางการเมือง จะมีบทบาทร่วมกันอย่างไรอย่างมีเอกภาพในการสร้างทุนมนุษย์ไทยรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมไทยในอนาคตให้มีความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของประเทศไทย จะเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเรียนรู้ (Transformation of Learning) และการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรม (Transformation of Culture) ด้วย

Stephen Gardiner กล่าวว่า
“The Industrial Revolution was another of those extraordinary jumps forward in the story of civilization.” การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นอีกสิ่งหนึ่งของสิ่งที่ก้าวกระโดดไปข้างหน้าของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ที่คนไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 The Forth Industrial Revolution


“The mouth of the righteous is a well of life, but violence covers the mouth of the wicked.”                     Proverbs 10: 11

Thailand 4.0 เป็นความจำเป็นที่ประเทศไทย เช่นเดียวกับประเทศต่างๆทั่วโลกที่ถูกบังคับให้จำต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามกระแสการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมของโลกที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ 4 (The 4th Industrial Revolution) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งของโลกอุตสาหกรรมที่ก้าวเข้าสู่วิวัฒนาการใหม่ คือการเปลี่ยนแปลงของดิจิตอล (Transformation of Digital) อย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดผลกระทบอย่างกว้างและลึกต่อการพัฒนาทางเทคโนโลยีของศาสตร์วิชาการสาขาต่างๆอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีกายภาพ และเทคโนโลยีชีวภาพ (Physical and Biological Technologies)

โลกยุคดิจิตอลเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นในโลกอุตสาหกรรมทุกสาขา และเกิดผลต่อการพัฒนาทางอุตสาหกรรมทุกด้านอย่างรวดเร็ว เพราะดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน (Digital Infrastructure) ของการพัฒนาทางอุตสาหกรรมในยุคที่ 4 ซึ่งทำให้เกิดการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นฐานสำคัญออกมาสู่ตลาดโลกอย่างรวดเร็วและมากมายจนทำให้ขอบเขต (Scope) ของการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมที่มีดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญเปลี่ยนแปลงไป อย่างไม่สามารถจำกัดขอบเขตของมันได้

การเปลี่ยนแปลงขบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่มีดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นสมองกลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขยายต่อเนื่องอีกหลายมิติในกระบวนการผลิต ทั้งการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างประโยชน์ในการใช้สอยของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพมากขึ้น กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมในยุคดิจิตอลเทคโนโลยีมีความเป็นอัตโนมัติมากขึ้น มีการนำหุ่นยนต์ (Robot) อัจฉริยะเข้ามาใช้ช่วยในกระบวนการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ นวัตกรรมใหม่ๆทำให้การพัฒนารูปลักษณะทางกายภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีดิจิตอลเทคโนโลยีฝังอยู่ในสินค้าและผลิตภัณฑ์เกิดประโยชน์ใช้สอยรูปแบบใหม่ๆมากขึ้น และเทคโนโลยีทางดิจิตอลยังคงพัฒนาก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เช่น เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เรื่องการเรียนรู้ ของตัวเครื่อง (Machine Learning) ที่มีดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นสมองอัจฉริยะอยู่ในตัว เรื่องการรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เข้ามาใช้ประโยชน์มากขึ้น และ เรื่อง การใช้อินเตอร์เนตในทุกสิ่ง (Internet Of Things)

การเปลี่ยนแปลงในโลกอุตสาหกรรมยุคที่ 4 มีผลต่อยุทธศาสตร์การลงทุนของผู้ลง ทุนในการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ และ มีผลต่อผู้ซื้อสินค้าผู้บริโภคที่ต้องปรับพฤติกรรมการซื้อและการบริโภคสินค้าและผลิตภัณฑ์ตามไปด้วย เช่น ยานยนต์ที่ไร้คนขับรุ่นใหม่ ที่กำลังจะผลิตออกสู่ตลาด ถูกสร้างบนพื้นฐานดิจิตอลเทคโนโลยี ตัวรถยนต์รุ่นใหม่สามารถทำหน้าที่ในการขับได้ด้วยตัวเอง มันสามารถสื่อสารกับระบบแผนที่ของถนน สื่อสารกับรถยนต์คันอื่นๆที่วิ่งบนถนนใกล้มัน สื่อสารกับป้ายหรือสัญญาณจราจรได้ สามารถรับรู้สิ่งที่เคลื่อนไหวรอบตัวมันได้ และยังสามารถทำหน้าที่อื่นๆในการสื่อสารได้อีกหลายอย่าง หรือรถแทรคเตอร์รุ่นใหม่ที่ไร้คนขับ ซึ่งมีดิจิตอลเทคโนโลยีอยู่ในตัวรถแทรคเตอร์ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องอยู่กลางแดดกลางทุ่งทั้งวัน เพราะเกษตรกรสามารถนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในบ้าน หรือนั่งจิบกาแฟแล้วใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่สั่งโปรแกรมให้รถแทรกเตอร์ทำการไถพรวนดินในไร่นาของตนได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะรถแทรกเตอร์ไร้คนขับมันสามารถสื่อสาร กับดาวเทียมได้ ทำให้มันรู้ว่าจะต้องไถดินไปทางทิศไหน เป็นระยะทางเท่าไหร่ จะต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวากี่รอบ และมันยังฉลาดที่จะสื่อสารกับการพยากรณ์อากาศด้วยว่าจะมีฝนตกหรือไม่ เพื่อมันจะได้หยุดทำการไถพรวนดิน

ดิจิตอลเทคโนโลยีทำให้เกิดการเคลื่อนไหว (Move) ที่รวดเร็วกว่าอดีต เพราะดิจิตอลเทคโนโลยีที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์มันสามารถสื่อสาร (Communicate) กันได้ ทำให้สินค้าและผลิตภัณฑ์แทบทุกอย่างสามารถสร้างพลังงาน (Generate Energy) ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพราะเมื่อมันสื่อสารกันได้ มันจะเกิดการพึ่งพากันได้ (Interact) เช่น เมื่อคนเดินออกจากห้องจนไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว หลอดไฟฟ้าในห้องจะปิดเอง เมื่อไฟแสงสว่างดับ เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ที่อยู่ในห้องก็จะหยุดทำงานตามด้วย

ดิจิตอลเทคโนโลยีกำลังจะทำให้วิทยาศาสตร์การแพทย์เปลี่ยนแปลงไปอีกมาก เพราะมันทำให้วิทยาการทางด้านพันธุวิศวกรรมศาสตร์ (Genetic Engineering) และ เทคโนโลยีทางด้านประสาทวิทยา (Neurotechnologies) มีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมาก พร้อมกับความก้าวหน้าทางวัสดุศาสตร์ และการพิมพ์ด้วยระบบ 3 มิติ จะทำให้ระบบการป้องกันและวิธีการรักษาพยาบาลโรคต่างๆในอนาคตเปลี่ยนรูปแบบไปอีกมาก ซึ่งจะทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวขึ้นอย่างแน่นอน

ดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นพลังขับเคลื่อน (Driving Force) ที่ทำให้โลกอุตสาหกรรมก้าวเข้าสู่ยุคที่ 4 เป็นการก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ที่บังคับให้ทุกระบบในโลกนี้ต้องทำการเปลี่ยนแปลง และต้องทำการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วย เพราะดิจิตอลเทคโนโลยีที่เกิดใหม่จะทำลายหรือกวาดล้างเทคโนโลยีเดิมอย่างรวดเร็วเพื่อเข้ามาแทนที่  อย่างที่เรียกว่า Disruptive Technology ซึ่งยังไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคมอย่างไร แต่น่าจะมีผลกระทบต่อ

ตลาดแรงงาน (Labor Market) ระบบการศึกษาที่ใช้ในปัจจุบันจะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ให้สามารถสร้างระบบการเรียนรู้และพัฒนา ทักษะให้แก่ผู้เรียนเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของดิจิตอลเทคโนโลยี เพราะกว่าโรงเรียน วิทยาลัย และ มหาวิทยาลัย จะผลิตให้นักศึกษามีความรู้และทักษะจนสำเร็จการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปี ความรู้และทักษะที่ นักศึกษาเรียนและฝึกฝนมาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย กลับไม่สามารถนำมาใช้ทำประโยชน์ในเวลาทำงานได้เลย เพราะเทคโนโลยียุคดิจิตอลมันเปลี่ยนแปลงทุกวัน ทำให้มันล้าสมัยเร็วมาก ในเวลาเพียงปีสองปีก็มีเทคโนโลยีใหม่มาแทนแล้ว

งานในอนาคต (Future of work)
ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าระบบอัตโนมัติ การใช้หุ่นยนต์สมองกลและปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามาทดแทนงานที่เคยต้องใช้มนุษย์ทำมากน้อยเพียงใด เพราะโรงงานทำขนมปังในปัจจุบันสามารถใช้เครื่องจักรทำขนมปังตั้งแต่ผสมแป้งจนถึงบรรจุถุงโดยไม่ต้องผ่านมือคนเลยและเครื่องจักรอัตโนมัติสามารถผลิตขนมปังได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ฟาร์มเลี้ยงไก่ในปัจจุบันสามารถใช้หุ่นยนต์มาทำหน้าที่แทนคนเลี้ยงไก่ในโรงเลี้ยงไก่ โดยหุ่นยนต์หนึ่งเครื่องสามารถทำหน้าที่ตรวจน้ำ ตรวจอาหาร เติมน้ำเติมอาหาร และยังสามารถตรวจอุณหภูมิในตัวไก่ทำให้รู้ว่าไก่เป็นไข้ หรือไก่ตายแล้วได้ด้วย ที่สำคัญหุ่นยนต์มันไม่เบิกเงินล่วงเวลา ไม่มาสาย ไม่ลาไปโรงพยาบาล ไม่นินทา ไม่ทะเลาะกับใคร แล้วงานอาชีพของคนในอนาคตจะต้องไปทำงานอะไร?

ความแตกต่างกันของรายได้ (Income Inequality)
ความต้องการแรงงานที่มีความรู้ (Knowledge Worker) มีมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานที่มีความรู้และทักษะทางดิจิตอลเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้คนกลุ่มนี้มีงานทำและมีรายได้สูงกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้แรงงานแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งยิ่งจะทำให้เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีช่องว่างทางรายได้ที่ห่างกันมากอยู่แล้วระหว่างคนที่ร่ำรวยมากๆกับคนที่ยากจนมากๆ ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจจะเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในอนาคต และจะเกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างไร ยากที่จะพยากรณ์

ความปลอดภัยทางการเมืองของภูมิภาค (Geopolitical Security)
ยิ่งดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นฐานของสิ่งประดิษฐ์ทุกอย่างที่สามารถติดต่อเชื่อมโยงกันได้หมด ที่เราเรียกว่า Internet of things ชีวิตของเรายิ่งต้องผูกติดกับดิจิตอลเทคโนโลยี มากขึ้นและผูกติดเกือบตลอดเวลา ในความดีของเทคโนโลยก็มีความน่ากลัวที่เป็นอันตรายติดตามมาด้วย คือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะเวลานี้ก็เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าทางดิจิตอลเทคโนโลยีอยู่แล้ว และที่กำลังกังวลกันมากในเวลานี้คือเรื่องการเรียกเงินค่าไถ่ของโจรทาง internet ที่ใช้ไวรัสเข้าไปยึดระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ในองค์กรหน่วยงานใหญ่ๆ การทำงานของหน่วยงานสืบราชการลับ หน่วยงานด้าน ความมั่นคง หน่วยงานทหารและการเมืองของประเทศต่างๆ ล้วนได้นำเอาดิจิตอลเทคโนโลยีไปใช้เป็นเครื่องมือทั้งในด้านการป้องกันประเทศ และการทำลายศัตรู แม้แต่ในขบวนการก่อการร้าย กลุ่มผู้ก่อการร้ายต่างๆก็ใช้ดิจิตอลเทคโนโลยีในการทำงานวางระเบิด แล้วความปลอดภัยของแต่ละภูมิภาคในโลกนี้จะยังมีอยู่หรือไม่?

ระบบคุณค่าทางสังคม (Social Value System)
ดิจิตอลเทคโนโลยีทำให้วิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไป คุณค่าทางสังคมที่เคยสืบสานผ่านการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งได้สูญหายไป เพราะการสื่อสารกันแบบใกล้ชิดต่อหน้าผ่านหน้าตา ถูกเปลี่ยนไปเป็นการสื่อสารทางไกลผ่านหน้าจอมือถือแทน คุณค่าทางสังคมเดิมถูกทำลายไปจนยากที่จะกู้กลับคืนมาใหม่ได้ พฤติกรรมของคนในโลกที่เสพสื่อสังคมเปลี่ยนไปในทางที่ลดคุณค่าลงไปเรื่อยๆ เมื่อคนกล้าแสดงสดการร่วมเพศให้คนดูเป็นหมื่นเป็นแสนคนได้โดยไม่รู้สึกผิดและละอายใจ หรือ คนสามารถตัดศีรษะคนให้เห็นกันสดๆทั่วโลกได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการฆ่าคน แม้แต่การฆ่าตัวตายยังทำการถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมได้ แล้วระบบคุณค่า คุณธรรมทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอีกมากเท่าไร ไม่สามารถคาดคะเนได้

กรอบทางจริยธรรม (Ethical Flamwork)
จริยธรรมเป็นคุณธรรมที่ต้องอยู่คู่จิตใจมนุษย์เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่เหนือสัตว์ แต่ในปัจจุบันกรอบทางจริยธรรมแทบจะไม่สามารถกำกับจิตใจมนุษย์ได้แล้ว เพราะแม้แต่กฏหมายก็เอาไม่อยู่ คนกล้าทำผิดกฏหมายทุกวัน ไม่ว่าคนจะมีความรู้ระดับใด ก็ยังทำผิดจริยธรรม กล้าทำร้ายฆ่าคน กล้าโกง กล้าคอรัปชั่น กรอบจริยธรรมของสังคมไม่สามารถล้อมจิตสำนึกในจิตใจมนุษย์ให้ประพฤติอยู่ในกรอบ แล้วในอนาคตมนุษย์จะมีกรอบจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด

สำหรับประเทศไทย การประกาศนโยบาย Thailand 4.0 ยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำความเข้าใจอย่างแท้จริงให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนคิดอยู่ในกรอบความคิดเดิมคือเศรษฐกิจไม่ดี ค้าขายไม่คล่อง เพราะรัฐบาลไม่อัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ แต่ไม่ได้คิดว่าที่เศรษฐกิจไม่ดีค้าขายไม่คล่องเหมือนเมื่อก่อนเพราะขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเริ่มสู้ ประเทศอื่นๆไม่ได้ การแก้ไขโดยใช้เศรษฐกิจแบบประชานิยมจะช่วยกระเตื้องระบบเศรษฐกิจได้เพียงชั่วคราว เพราะปัญหาจุดอ่อนที่แท้จริงของประเทศไทยยังไม่ได้ ทำการแก้ไข ประชาชนต้องเปลี่ยนความคิดมาสร้างความเข้มแข็งให้ตนเอง ไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากทางราชการ

เมื่อโลกเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยุคที่ 4 ที่เติบโตบนพื้นฐานดิจิตอลเทคโนโลยีมากขึ้น ประเทศไทยจะยิ่งยากลำบากมากขึ้นในการแข่งขัน คนไทยรุ่นใหม่ต้องมีความรู้และทักษะที่พร้อมแข่งขันได้ในอนาคต ยิ่งเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รัฐบาลจะยิ่งมีภาระเพิ่มมากขึ้นในการดูแลประชากรผู้สูงอายุ แต่ประเทศจะเติบโตได้ต้องมีประชากรจำนวนมากที่สร้างผลิตผล (Productivity) ประชากรผู้สูงอายุแม้มีคุณค่าแต่สร้างผลิตผลได้น้อยลง

ประเทศไทยได้รับโอกาสที่ดีมานานแล้ว แต่เราไม่สามารถเกาะกินบุญเก่าต่อไปอีกเรื่อยๆ เพราะถ้าเมื่อมีโอกาสแล้วเราไม่รีบฉวยโอกาส เราจะสูญเสียโอกาสไป อยู่ที่คนไทยในวันนี้จะมองเห็นปัญหาที่แท้จริง และ ฉวยโอกาสเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ให้สามารถต่อสู้แข่งขันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรมในยุคที่ 4 ที่อยู่บนพื้นฐานโครงสร้างดิจิตอลเทคโนโลยีได้เร็วมากน้อยเพียงใด

Angela Ahrendts กล่าวว่า
“I grew up in a physical world, and I speak English. The next generation is growing up in a digital world, and they speak social.” ฉันเติบโตในโลกกายภาพและพูดภาษาอังกฤษ แต่คนรุ่นต่อไปเติบโตในโลกดิจิตอล และพวกเขาพูดภาษาสังคม

Dorothy Denning กล่าวว่า
“Further, the next generation of terrorists will grow up in a digital world, with ever more powerful and easy-to-use hacking tools at their disposal.” ผู้ก่อการร้ายรุ่นต่อไปจะเติบโตในโลกดิจิตอล ซึ่งจะมีเครื่องมือที่มีอานุภาพมากขึ้น และมีเครื่องมือการแฮกที่ง่ายต่อการใช้ที่ปลายนิ้วของพวกเขา

ที่มา: Klus Schwab: The Fourth Industrial Revolution.

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


The Global Competitiveness Index 2016-2017

“He who walks with intregrity walks securely, but he who perverts his ways will become known.”               Proverbs 10:9

เคยเขียนเรื่อง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยติดต่อกันหลายตอน เมื่อเดือน ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2014 เพื่อความเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ผมขอแนะนำ ให้ท่านเข้าไปอ่านบทความเรื่องนี้ย้อนหลัง โดยไปที่คลังบทความของบล๊อคนี้ ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือของบทความนี้ แล้วท่านเลือกคลิ๊กปี และเลือกคลิ๊กเดือน ตามลำดับครับ

วันนี้ตั้งใจจะเสนอเรื่องดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆในโลกประจำปี 2016-2017 ที่  World Economic Forum ได้เผยแพร่รายงานนี้ เพื่อประโยชน์ที่ คนไทยจะได้รู้ว่าตำแหน่งความสามารถในการแข่งขันของประทศไทยอยู่ในอันดับใดใน จำนวน 138 ประเทศทั่วโลก

ขอรายงาน 10 ประเทศ ที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีที่สุด

อันดับ
ประเทศ
คะแนน
คะแนนครั้ง
ที่แล้ว
อันดับครั้ง
ที่แล้ว
1
Switzerland
5.81
5.76
1
2
Singapore
5.72
5.68
2
3
United States
5.70
5.61
3
4
Netherlands
5.57
5.56
5
5
Germany
5.57
5.53
4
6
Sweden
5.53
5.43
9
7
United Kingdom
5.49
5.43
10
8
Japan
5.48
5.47
6
9
Hong Kong
5.48
5.46
7
10
Finland
5.44
5.45
8


อันดับ 1 ถึง 10 ยังคงเป็นประเทศเดิม เพียงแต่มีการสลับตำแหน่งขึ้นลงบ้างเล็กน้อย

ทีนี้มาดูอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน


อันดับ
ประเทศ
คะแนน
คะแนนครั้ง
ที่แล้ว
อันดับครั้ง
ที่แล้ว
2
สิงคโปร์
5.72
5.68
1
25
มาเลย์เซีย
5.16
5.23
18
34
ไทย
4.64
4.64
32
41
อินโดนีเซีย
4.52
4.52
37
57
ฟิลิปปินส์
4.36
4.39
47
58
บูรไนดารุสซาลาม
4.35
ไม่มีข้อมูล
ไม่มีข้อมูล
60
เวียตนาม
4.31
4.30
56
89
กัมพูชา
3.98
3.94
90
93
ลาว
3.93
4.0
83


หมายเหตุ ไม่มีประเทศเมียร์มาในรายงานนี้

ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่เหลือในกลุ่มกระจายกันไปตามความสามารถ ในการแข่งขันของแต่ละประเทศที่ยังอยู่ค่อนข้างจะห่างไกลกัน มีประเทศมาเลเซีย ที่นำหน้าประเทศไทย อยู่ไม่ห่างไกลนัก และ ประเทศอินโดนีเซียที่ตามหลัง ประเทศไทยไม่ไกลนักเช่นกัน

การวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผู้ทำการศึกษาใช้คะแนนจากปัจจัย ที่ผู้ทำการศึกษาเห็นว่าสำคัญและเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันถึง 12 ปัจจัย โดยแบ่งปัจจัยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มปัจจัยความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirement) ซึ่งมีอยู่ 4 ปัจจัยคือ
  1. Institutions ความเป็นประเทศ ความเป็นสถาบัน ที่มั่นคง ขององค์กร หน่วยงาน
  2. Infrastructure โครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน การคมนาคม ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์
  3. Macroeconomic Environment สิ่งแวดล้อมของเศรษฐกิจระดับมหาภาค
  4. Health and Primary Education บริการสาธารณสุขและการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เรียกกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่มขับเคลื่อนด้วยปัจจัย (Factor - driven)

  • กลุ่มปัจจัยเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency Enhencers) มีอยู่ 6 ปัจจัยคือ
   5. Higher Education and Training การศึกษาในระดับอุดมศึกษาและการฝึกอบรม
   6. Goods Market Efficiency ความมีประสิทธิภาพของตลาดสินค้า
   7. Labor Market Efficiency ความมีประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน
   8. Financial Market Development การพัฒนาของตลาดการเงิน
   9. Technological Readiness ความพร้อมและมีให้ใช้ของเทคโนโลยี
 10. Market Size ขนาดตลาดสินค้าในประเทศ
เรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มขับเคลื่อนด้วยความมีประสิทธิภาพ (Efficiency - driven)

  • กลุ่มปัจจัยนวัตกรรมและความซับซ้อน มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ
  11. Business Sophistication ความซับซ้อนก้าวหน้าทางธุรกิจ
  12. Innovation การมีและใช้นวัตกรรม
เรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation - driven)

ซึ่งทั้ง 12 ปัจจัยนี้ ในแต่ละปัจจัยจะมีหัวข้อย่อยอีกหลายเรื่องที่นำมาให้คะแนน

ประเทศไทยมีคะแนน 4.64 จัดอยู่ในกลุ่มประเทศคะแนนต่ำกว่า 5 หน้าที่ของ ประเทศไทย คือต้องเร่งปรับปรุงพัฒนาเรื่องต่างๆที่เป็นปัจจัยของความสามารถ ในแข่งขันทั้ง 12 ปัจจัย เพื่อทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพมากขึ้น จึงจะทำให้ มีคะแนนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศ ที่มีคะแนนมากกว่า 5 คะแนน ที่ประเทศสิงคโปร์ และ ประเทศมาเลเซีย สามารถ ทำได้แล้ว

เรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคนต้องช่วยกัน เพราะทุกปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศจะเกี่ยวโยงกันหมด ตั้งแต่เรื่องความมั่นคงของประเทศ ความมีเสถียรภาพ ทางการเมือง ความสงบสุขของบ้านเมือง คุณภาพการศึกษา คุณภาพชีวิต ของประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ไฟฟ้า น้ำประปา อินเตอร์เน็ต ระบบการลงทุน การเงินการคลัง ตลาดการเงิน คุณภาพแรงงาน ขนาดตลาด สินค้าอุปโภคบริโภค ความพร้อมและมีให้ใช้ทางเทคโนโลยี โครงสร้างธุรกิจและ อุตสาหกรรม ที่มีตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ มีอุตสาหกรรมที่มีความ ไม่ซับซ้อนไปถึงอุตสาหกรรมขั้นสูงที่มีความซับซ้อน และการมีและใช้นวัตกรรมใหม่ๆ

ทุกเรื่องทุกปัจจัยประชาชนมีหน้าที่ในฐานะพลเมืองที่ต้องช่วยกันใส่ใจดูแล และพัฒนา ให้ปัจจัยทุกตัวมีคุณภาพและมีศักยภาพมากขึ้น

Julia Gillard กล่าวว่า
“Our future growth relies on competitiveness and innovation, skills and productivity... and these in turn rely on the education of our people.” การเติบโตในอนาคตของประเทศเราขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรมทักษะ และความมีผลิตผล และทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการศึกษาของคนในประเทศของเรา

วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ยุทธศาสตร์ชาติไทย


"Good people will be remembered as a blessing, but the wicked will soon be forgotten." 
 Proverbs 10:7

ผมเขียนเรื่อง Thailand 4.0 ต่อเนื่องกันจนมาจบที่ความห่วงใยว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่อนาคตอย่างไรในตอนที่แล้ว ด้วยความกังวลว่า เมื่อเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Disruptive Technology เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเก่าอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้เกือบทุกสิ่งทุกอย่าถูกพลิกโฉมหน้าไปหมด เทคโนโลยีใหม่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เทคโนโลยีใหม่ทำให้เกิดกระบวนการทำงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ สมองกล หุ่นยนต์อัจฉริยะ และการมีอินเตอร์เน็ตอยู่ในทุกแห่งหนในทุกสิ่งทุกอย่าง จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิต แลัวเราจะปรับตัวอย่างไร? ตัวอย่างง่ายๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา คือการใช้บริการรถTaxi ซึ่งนับวันคนจะนิยมเรียกใช้บริการรถTaxi ผ่าน Application บนโทรศัพท์มือถือซึ่งสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ราคาไม่แพง และคนขับรถมีความรู้ หน้าตาไว้วางใจได้กว่ารถTaxi คาดสีต่างๆ เวลานี้คนขับรถTaxi แบบเดิมตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลกกำลังเจอปัญหาเดียวกัน คือผู้โดยสารลดลง

ยิ่งได้ฟังคุณสุทธิชัย หยุ่น สัมภาษณ์ เจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ในรายการ Timeline แล้ว ยิ่งทำให้เห็นภาพน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะเกิดขึ้นในระบบอุตสาหกรรมการเกษตรของ ประเทศไทย เมื่อ Disruptive Technology กำลังรุกคืบเข้ามาในระบบการเกษตรอุตสาหกรรมไทย โรงเรือนเลี้ยงไก่ของบริษัท กำลังจะนำหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์มาทดแทนการใช้แรงงานคน เพราะ เจ้าหุ่นยนต์อัจฉริยะที่จะนำมาใช้ในโรงเรือนเลี้ยงไก่เครื่องนี้ มันทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการ หยุด ลา มาสาย ไม่บ่นนินทาด่าเจ้านาย ไม่ขอขึ้นค่าแรง ไม่มีค่าล่วงเวลา และยังทำงานได้แม่นยำ สัตย์ซื่อ หุ่นยนต์เลี้ยงไก่สามารถตรวจไก่ทุกตัวในโรงเรือนเลี้ยงไก่ ว่าขาดน้ำ ขาดอาหาร ป่วยไม่สบาย หรือ ตายได้ โดยสามารถบันทึกตำแหน่งที่ตรวจพบ และรายงานได้ทันที ซึ่งทำหน้าที่ได้ดีกว่าคนที่มี ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปตามลักษณะนิสัย และ อารมณ์ของคนแต่ละคนในแต่ละวัน แต่หุ่นยนต์ อัจฉริยะ1 เครื่องที่ลงทุนซื้อมาสามารถทำงานแทนคนเลี้ยงไก่ได้หลายสิบคน แล้วคนที่ตกงานเหล่านี้ จะทำอย่างไรต่อไป

Thailand 4.0 เป็นแนวความคิด เป็นทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินไปสู่อนาคต เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และทำให้ประเทศสามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ถ้าคนไทยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ช่วยกันคิด ไม่ช่วยกันทำ ไม่ช่วยกันเปลี่ยนแปลง อนาคตของประเทศไทยคงไม่แตกต่างจาก Taxi โบราณที่ถูก taxi รูปแบบใหม่แย่งรายได้ หรือ เหมือนพนักงานเลี้ยงไก่บริษัทที่ถูกหุ่นยนต์อัจฉริยะ แย่งงานไป

การจะเดินไปสู่อนาคตตามแนวคิด Thailand 4.0 มียุทธศาสตร์กำกับเส้นทางการเดิน 6 ประการคือ

1.ความมั่นคง
เป็นเรื่องลำบากของประเทศเล็กๆอย่างประเทศไทยที่จะอยู่อย่างปลอดภัยไร้การแทรกแซงทางอำนาจของประเทศมหาอำนาจ สงครามในประเทศซีเรียที่ทำให้ชาติล่มสลายในเวลานี้ เป็นตัวอย่างของการแย่งชิงควบคุมพื้นที่ของมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย โดยประเทศซีเรียตกเป็นสมรภูมิทดสอบประสิทธิภาพอาวุธและยุทธวิธีการรบของมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย ในด้านความมั่นคง ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงศักยภาพของกองทัพให้มีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองสูงสุด เพื่อป้องกันการคุกคามจากภายนอก แต่ความมั่นคงของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับทั้งความเข้มแข็งทางการทหารแต่ประการเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งทางการเมือง และความเข้มแข็งของภาคประชาชนด้วย ที่จะร่วมกันทำให้การ เมืองของประเทศมีเสถียรภาพ ซึ่งจะเป็นการป้องกันและลดการคุกคามจากภายนอก รวมทั้งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในประชาคมอาเซียนและโลก เพราะความมีเสถียรภาพของประเทศ คือความปลอดภัยของการค้าและการลงทุน คือความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย 

2. สร้างความสามารถในการแข่งขัน
เราได้ยินคำพูดว่าประเทศไทยติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางจากท่านนายกรัฐมนตรีบ่อยๆ ในยุทธศาสตร์ชาติฉบับใหม่นี้ ได้กำหนดเป้าหมายของประเทศที่จะทำให้คนไทยโดยเฉลี่ยแล้วมีรายได้ $13,000 ต่อคนต่อปี เพิ่มจากปัจจุบันที่ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยที่ $5,814 ต่อคนต่อปี คือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งดูเหมือนมากมหาศาล แต่ถ้าเราดูรายได้เฉลี่ยในปัจจุบันของประเทศสิงค์โปร์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยที่ $52,888 ต่อคนต่อปี ประเทศบรูไนมีรายได้เฉลี่ยที่ $ 30,554 ต่อคนต่อปี และประเทศมาเลเซีย มีรายได้เฉลี่ยที่ $ 9,768 ต่อคนต่อปี จะเห็นได้ว่ารายได้ที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ในอนาคตยังห่างไกลจากรายได้ของคนสิงคโปร์ในปัจจุบันอีกมาก ดังนั้นถ้าประเทศไทยจะมีรายได้มากขึ้นตามที่ต้องการ เราจะต้องทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น คือคนไทยต้องมีความรู้ทักษะ ความสามารถสูงมากขึ้น ในยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ได้ตั้งความหวังว่าจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก ซึ่งในปี 2016 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 28 จากจำนวน 61 ประเทศทั่วโลกจากการจัดอันดับของสถาบัน IMD World Competitiveness Center โดยมีประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 4 และประเทศมาเลเซียอยู่อันดับที่ 19

3. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ที่คุณภาพของคน และคุณภาพของคนอยู่ที่การศึกษา ประเทศสิงคโปร์คือตัวอย่างจริงใกล้บ้านที่สัมผัสได้ เพราะระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถสร้างคนสิงคโปร์ให้มีคุณภาพ มีความรู้ ทักษะ ความสามารถและมีศักยภาพในการแข่งขันสูง ทำให้สิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย แม้แต่น้ำดื่มยังต้องซื้อจากประเทศมาเลเซีย แต่คนมีรายได้เฉลี่ย$52,888 ต่อคนต่อปี การศึกษาจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อันที่จริงประเทศไทยมีนักการศึกษาที่สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร นั่งบริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการจำนวนไม่น้อย แต่เหตุใดเราถึงประสบความล้มเหลวในระบบการศึกษาของประเทศ คะแนนการสอบจาก PISA ปีล่าสุด นักเรียนจากประเทศเวียตนามได้คะแนนแซงประเทศไทยไปแล้ว มีเพียงคำตอบเดียวในเวลานี้ คือ   จำเป็นต้องทำการปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการของไทยเป็นการด่วน เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาให้เด็กไทยมีความรู้ความสามารถสอดรับกับทักษะที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามกระแสคลื่นการเปลี่ยนแปลงของ Disruptive Technology ที่กำลังมาแรงในเวลานี้

เป้าหมายอีกประการหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติฉบับใหม่คือทำให้คนทุกช่วงวัย มีสุขภาวะที่ดี มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต คนสูงวัยมีความสุข มีรายได้พอเพียงในการดำรงชีวิต ปัญหาเรื่องสุขภาพของคนไทย กำลังเป็นปัญหาที่สะสมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนไทยขาดความเข้าใจและขาดวินัยในการป้องกันรักษาสุขภาพและชีวิตของตนเอง เรายังใช้วิถีชีวิตที่บั่นทอนสุขภาพและเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตตนเองอย่างเป็นปกติ ทำให้เรามีค่าใช้จ่ายในเรื่องการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นมหาศาลทุกปี มากจนโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งมีหนี้ท่วมตัว และถ้าจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้นจนประเทศไทยกลายเป็นประเทศสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอีกไม่นานนี้ ประเทศไทยจะยิ่งมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น

4. การสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม
ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (Distribution of wealth) เช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจเปิดทั่วโลกที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมทางด้านเศรษฐกิจที่คนกลุ่มน้อยใน สังคมซึ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจใช้ความได้เปรียบสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนกลุ่มใหญ่ในสังคมที่มีความอ่อนแอกว่าทางเศรษฐกิจสูญเสียการสร้างความมั่งคั่งลงเรื่อยๆ ทำให้สังคมเกิด ช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันนี้ มหาเศรษฐีและเศรษฐีไทย มีช่องว่างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกับคนจนไทยอย่างมหาศาล เพราะคนไทยที่เป็นคนรวยสุดๆจำนวน 10% ของประเทศ มีรายได้มากเท่ากับ 36.81% ของรายได้คนทั้งประเทศ ในขณะที่คนไทยที่จนสุดๆจำนวน 10% ของประเทศกลับมีรายได้เท่ากับ 1.06% ของรายได้คนทั้งประเทศเท่านั้น

ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนรวยเสมอภาคกัน หรือทำให้ทุกคนต้องจนเท่าเทียมกัน แต่ขอเพียงทำให้สัดส่วนของช่องว่างความแตกต่างทางเศรษฐกิจ ลดลง และแคบลง ถ้าทำให้คนจนสุดๆ 10 % ของประเทศมีรายได้เท่ากับ 10% ของรายได้ของคนทั้ง ประเทศ พวกเขาก็จะเป็นคนจนที่อยู่ดีกินดีได้ เช่นกันถ้าคนรวยสุดๆ10% ของประเทศมีรายได้เท่ากับ 10% ของรายได้ของคนทั้งประเทศ พวกเขาก็ยังคงเป็นมหาเศรษฐีรวยสุดๆของไทยอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ความมั่งคั่งของพวกเขาถูกเกลี่ยเฉลี่ยให้คนชั้นกลางและคนจนมากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศดีขึ้น และสังคมไทยน่าจะมีสันติสุขมากขึ้น

5. การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศบนพื้นฐานการเอาทรัพยากรธรรมชาติไปใช้อย่างขาดสำนึก ขาดการวางแผน ขาดยุทธศาสตร์ ทำให้ประเทศไทยมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ตระกูล แต่ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆของประเทศถูกทำลายย่อยยับ ป่าไม้บนภูเขาประเทศไทยถูกทำลายเปลี่ยนไปเป็นภูเขาหัวโล้น กลายเป็นไร่กระหล่ำ ไร่ข้าวโพด ไร่ผลไม้ กลายเป็นรีสอร์ทการท่องเที่ยว สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ของประเทศลดลงจากที่เคยมีเกิน 50% ลดลงเหลือ 20% ทำให้เรามีปัญหาเรื่องความแห้งแล้ง น้ำท่วม ดินถล่มและหมอกควันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่คนไทยต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทั้งโดยส่วนตัวและโดยงบประมาณของประเทศจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แต่บริษัทที่ได้รับประโยชน์เต็มๆจากการใช้พื้นที่ป่าไม้ไปทำธุรกิจเกษตรไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลย ในยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ได้ตั้งเป้าหมาย ให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของพื้นที่ประเทศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ ลดลง 20-25% 

6. การปรับสมดุลและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
ระบบการทำงานของราชการไทยเป็นปัญหาของการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด ถ้าประเทศไทยมีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ข้าราชการมีจิตใจรับใช้ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยวันนี้คงเจริญอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ เพราะตอนที่รัฐบุรุษ ลี กวย ยู ก่อตั้ง ประเทศสิงคโปร์นั้น ประเทศไทยมีความเจริญมากกว่าประเทศสิงคโปร์ด้วยซ้ำไป นายกรัฐมนตรี ลี กวน ยู ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของคน และ ปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง จนทำให้ ประเทศสิงคโปร์เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด ในขณะที่ผู้นำประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่อง "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" คนไทยเลยพากันขายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเอาเงินมาใช้บันดาลสุขให้แก่ตนเอง ผู้นำรัฐบาลในเวลาที่ผ่านมาสร้างความนิยมโดยนโยบายการสร้างความสุขให้กับประชาชนโดยให้ความสำคัญเรื่อง "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีเงินใช้ ไร้โรคา" ทำให้เกิดการทุ่มงบประมาณลงทุนสร้างโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานขนาดใหญ่ตลอดเวลา 60 ปีที่ผ่านมา และโครงการก่อสร้างทั้งหลายเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชัน และระบาดไปทุกวงการมาจนถึงปัจจุบันนี้ มาถึงวันนี้แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ได้กำหนดเรื่องการปรับปรุงระบบการบริหารงานของราชการให้ปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ปรับปรุง กฎหมาย ระเบียบราชการให้เป็นธรรม ทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เป็นระบบดิจิตอลทั้งหมด เพื่อความมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุนทำธุรกิจและประชาชน

ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วครับ วันนี้ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างเดียว คงไม่มียุทธศาสตร์ชาติฉบับใด ที่สมบูรณ์ถูกต้องเป็นจริงได้ทั้งหมด เพราะโลกมีพลวัตรในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีตลอดเวลา และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้ รายละเอียดต่างๆในขั้นการทำแผน เพื่อนำไปสู่การทำเป็นนโยบายปฏิบัติของแต่ละยุทธศาสตร์ คงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเขียนเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อไป หน้าที่ของคนไทยคือ ต้องช่วยกันนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ด้วยการช่วยเหลือประเทศชาติก่อน

Steve Jobs กล่าวว่า "Innovation distinguishes between a leader and a follower." นวัตกรรมแยกความแตกต่างระหว่างผู้นำและผู้ตาม

Bill Gates กล่าวว่า "The first rule of any technology used in a business is that automation applied to an efficient operation will magnify the efficiency. The second is that automation applied to an inefficient operation will magnify the inefficiency." 
กฏประการแรกในการนำเทคโนโลยีใดๆไปใช้ในธุรกิจคือ เมื่อเอาระบบอัตโนมัติไปใช้ในระบบปฏิบัติการ ทีมีประสิทธิภาพอยู่แล้วมันจะขยายผลให้เกิดความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กฎประการที่สองคือ เมื่อเอาระบบอัตโนมัติไปใช้ในระบบปฎิบัติการที่ไร้ประสิทธิภาพมันจะยิ่งเพิ่มความไม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันนี้คุณยิ้มหรือยัง?