วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


The Global Competitiveness Index 2016-2017

“He who walks with intregrity walks securely, but he who perverts his ways will become known.”               Proverbs 10:9

เคยเขียนเรื่อง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยติดต่อกันหลายตอน เมื่อเดือน ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2014 เพื่อความเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ผมขอแนะนำ ให้ท่านเข้าไปอ่านบทความเรื่องนี้ย้อนหลัง โดยไปที่คลังบทความของบล๊อคนี้ ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือของบทความนี้ แล้วท่านเลือกคลิ๊กปี และเลือกคลิ๊กเดือน ตามลำดับครับ

วันนี้ตั้งใจจะเสนอเรื่องดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆในโลกประจำปี 2016-2017 ที่  World Economic Forum ได้เผยแพร่รายงานนี้ เพื่อประโยชน์ที่ คนไทยจะได้รู้ว่าตำแหน่งความสามารถในการแข่งขันของประทศไทยอยู่ในอันดับใดใน จำนวน 138 ประเทศทั่วโลก

ขอรายงาน 10 ประเทศ ที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีที่สุด

อันดับ
ประเทศ
คะแนน
คะแนนครั้ง
ที่แล้ว
อันดับครั้ง
ที่แล้ว
1
Switzerland
5.81
5.76
1
2
Singapore
5.72
5.68
2
3
United States
5.70
5.61
3
4
Netherlands
5.57
5.56
5
5
Germany
5.57
5.53
4
6
Sweden
5.53
5.43
9
7
United Kingdom
5.49
5.43
10
8
Japan
5.48
5.47
6
9
Hong Kong
5.48
5.46
7
10
Finland
5.44
5.45
8


อันดับ 1 ถึง 10 ยังคงเป็นประเทศเดิม เพียงแต่มีการสลับตำแหน่งขึ้นลงบ้างเล็กน้อย

ทีนี้มาดูอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน


อันดับ
ประเทศ
คะแนน
คะแนนครั้ง
ที่แล้ว
อันดับครั้ง
ที่แล้ว
2
สิงคโปร์
5.72
5.68
1
25
มาเลย์เซีย
5.16
5.23
18
34
ไทย
4.64
4.64
32
41
อินโดนีเซีย
4.52
4.52
37
57
ฟิลิปปินส์
4.36
4.39
47
58
บูรไนดารุสซาลาม
4.35
ไม่มีข้อมูล
ไม่มีข้อมูล
60
เวียตนาม
4.31
4.30
56
89
กัมพูชา
3.98
3.94
90
93
ลาว
3.93
4.0
83


หมายเหตุ ไม่มีประเทศเมียร์มาในรายงานนี้

ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่เหลือในกลุ่มกระจายกันไปตามความสามารถ ในการแข่งขันของแต่ละประเทศที่ยังอยู่ค่อนข้างจะห่างไกลกัน มีประเทศมาเลเซีย ที่นำหน้าประเทศไทย อยู่ไม่ห่างไกลนัก และ ประเทศอินโดนีเซียที่ตามหลัง ประเทศไทยไม่ไกลนักเช่นกัน

การวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผู้ทำการศึกษาใช้คะแนนจากปัจจัย ที่ผู้ทำการศึกษาเห็นว่าสำคัญและเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันถึง 12 ปัจจัย โดยแบ่งปัจจัยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มปัจจัยความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirement) ซึ่งมีอยู่ 4 ปัจจัยคือ
  1. Institutions ความเป็นประเทศ ความเป็นสถาบัน ที่มั่นคง ขององค์กร หน่วยงาน
  2. Infrastructure โครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน การคมนาคม ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์
  3. Macroeconomic Environment สิ่งแวดล้อมของเศรษฐกิจระดับมหาภาค
  4. Health and Primary Education บริการสาธารณสุขและการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เรียกกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่มขับเคลื่อนด้วยปัจจัย (Factor - driven)

  • กลุ่มปัจจัยเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency Enhencers) มีอยู่ 6 ปัจจัยคือ
   5. Higher Education and Training การศึกษาในระดับอุดมศึกษาและการฝึกอบรม
   6. Goods Market Efficiency ความมีประสิทธิภาพของตลาดสินค้า
   7. Labor Market Efficiency ความมีประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน
   8. Financial Market Development การพัฒนาของตลาดการเงิน
   9. Technological Readiness ความพร้อมและมีให้ใช้ของเทคโนโลยี
 10. Market Size ขนาดตลาดสินค้าในประเทศ
เรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มขับเคลื่อนด้วยความมีประสิทธิภาพ (Efficiency - driven)

  • กลุ่มปัจจัยนวัตกรรมและความซับซ้อน มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ
  11. Business Sophistication ความซับซ้อนก้าวหน้าทางธุรกิจ
  12. Innovation การมีและใช้นวัตกรรม
เรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation - driven)

ซึ่งทั้ง 12 ปัจจัยนี้ ในแต่ละปัจจัยจะมีหัวข้อย่อยอีกหลายเรื่องที่นำมาให้คะแนน

ประเทศไทยมีคะแนน 4.64 จัดอยู่ในกลุ่มประเทศคะแนนต่ำกว่า 5 หน้าที่ของ ประเทศไทย คือต้องเร่งปรับปรุงพัฒนาเรื่องต่างๆที่เป็นปัจจัยของความสามารถ ในแข่งขันทั้ง 12 ปัจจัย เพื่อทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพมากขึ้น จึงจะทำให้ มีคะแนนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศ ที่มีคะแนนมากกว่า 5 คะแนน ที่ประเทศสิงคโปร์ และ ประเทศมาเลเซีย สามารถ ทำได้แล้ว

เรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคนต้องช่วยกัน เพราะทุกปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศจะเกี่ยวโยงกันหมด ตั้งแต่เรื่องความมั่นคงของประเทศ ความมีเสถียรภาพ ทางการเมือง ความสงบสุขของบ้านเมือง คุณภาพการศึกษา คุณภาพชีวิต ของประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ไฟฟ้า น้ำประปา อินเตอร์เน็ต ระบบการลงทุน การเงินการคลัง ตลาดการเงิน คุณภาพแรงงาน ขนาดตลาด สินค้าอุปโภคบริโภค ความพร้อมและมีให้ใช้ทางเทคโนโลยี โครงสร้างธุรกิจและ อุตสาหกรรม ที่มีตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ มีอุตสาหกรรมที่มีความ ไม่ซับซ้อนไปถึงอุตสาหกรรมขั้นสูงที่มีความซับซ้อน และการมีและใช้นวัตกรรมใหม่ๆ

ทุกเรื่องทุกปัจจัยประชาชนมีหน้าที่ในฐานะพลเมืองที่ต้องช่วยกันใส่ใจดูแล และพัฒนา ให้ปัจจัยทุกตัวมีคุณภาพและมีศักยภาพมากขึ้น

Julia Gillard กล่าวว่า
“Our future growth relies on competitiveness and innovation, skills and productivity... and these in turn rely on the education of our people.” การเติบโตในอนาคตของประเทศเราขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรมทักษะ และความมีผลิตผล และทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการศึกษาของคนในประเทศของเรา

วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ยุทธศาสตร์ชาติไทย


"Good people will be remembered as a blessing, but the wicked will soon be forgotten." 
 Proverbs 10:7

ผมเขียนเรื่อง Thailand 4.0 ต่อเนื่องกันจนมาจบที่ความห่วงใยว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่อนาคตอย่างไรในตอนที่แล้ว ด้วยความกังวลว่า เมื่อเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Disruptive Technology เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเก่าอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้เกือบทุกสิ่งทุกอย่าถูกพลิกโฉมหน้าไปหมด เทคโนโลยีใหม่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เทคโนโลยีใหม่ทำให้เกิดกระบวนการทำงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ สมองกล หุ่นยนต์อัจฉริยะ และการมีอินเตอร์เน็ตอยู่ในทุกแห่งหนในทุกสิ่งทุกอย่าง จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิต แลัวเราจะปรับตัวอย่างไร? ตัวอย่างง่ายๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา คือการใช้บริการรถTaxi ซึ่งนับวันคนจะนิยมเรียกใช้บริการรถTaxi ผ่าน Application บนโทรศัพท์มือถือซึ่งสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ราคาไม่แพง และคนขับรถมีความรู้ หน้าตาไว้วางใจได้กว่ารถTaxi คาดสีต่างๆ เวลานี้คนขับรถTaxi แบบเดิมตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลกกำลังเจอปัญหาเดียวกัน คือผู้โดยสารลดลง

ยิ่งได้ฟังคุณสุทธิชัย หยุ่น สัมภาษณ์ เจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ในรายการ Timeline แล้ว ยิ่งทำให้เห็นภาพน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะเกิดขึ้นในระบบอุตสาหกรรมการเกษตรของ ประเทศไทย เมื่อ Disruptive Technology กำลังรุกคืบเข้ามาในระบบการเกษตรอุตสาหกรรมไทย โรงเรือนเลี้ยงไก่ของบริษัท กำลังจะนำหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์มาทดแทนการใช้แรงงานคน เพราะ เจ้าหุ่นยนต์อัจฉริยะที่จะนำมาใช้ในโรงเรือนเลี้ยงไก่เครื่องนี้ มันทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการ หยุด ลา มาสาย ไม่บ่นนินทาด่าเจ้านาย ไม่ขอขึ้นค่าแรง ไม่มีค่าล่วงเวลา และยังทำงานได้แม่นยำ สัตย์ซื่อ หุ่นยนต์เลี้ยงไก่สามารถตรวจไก่ทุกตัวในโรงเรือนเลี้ยงไก่ ว่าขาดน้ำ ขาดอาหาร ป่วยไม่สบาย หรือ ตายได้ โดยสามารถบันทึกตำแหน่งที่ตรวจพบ และรายงานได้ทันที ซึ่งทำหน้าที่ได้ดีกว่าคนที่มี ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปตามลักษณะนิสัย และ อารมณ์ของคนแต่ละคนในแต่ละวัน แต่หุ่นยนต์ อัจฉริยะ1 เครื่องที่ลงทุนซื้อมาสามารถทำงานแทนคนเลี้ยงไก่ได้หลายสิบคน แล้วคนที่ตกงานเหล่านี้ จะทำอย่างไรต่อไป

Thailand 4.0 เป็นแนวความคิด เป็นทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินไปสู่อนาคต เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และทำให้ประเทศสามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ถ้าคนไทยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ช่วยกันคิด ไม่ช่วยกันทำ ไม่ช่วยกันเปลี่ยนแปลง อนาคตของประเทศไทยคงไม่แตกต่างจาก Taxi โบราณที่ถูก taxi รูปแบบใหม่แย่งรายได้ หรือ เหมือนพนักงานเลี้ยงไก่บริษัทที่ถูกหุ่นยนต์อัจฉริยะ แย่งงานไป

การจะเดินไปสู่อนาคตตามแนวคิด Thailand 4.0 มียุทธศาสตร์กำกับเส้นทางการเดิน 6 ประการคือ

1.ความมั่นคง
เป็นเรื่องลำบากของประเทศเล็กๆอย่างประเทศไทยที่จะอยู่อย่างปลอดภัยไร้การแทรกแซงทางอำนาจของประเทศมหาอำนาจ สงครามในประเทศซีเรียที่ทำให้ชาติล่มสลายในเวลานี้ เป็นตัวอย่างของการแย่งชิงควบคุมพื้นที่ของมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย โดยประเทศซีเรียตกเป็นสมรภูมิทดสอบประสิทธิภาพอาวุธและยุทธวิธีการรบของมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย ในด้านความมั่นคง ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงศักยภาพของกองทัพให้มีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองสูงสุด เพื่อป้องกันการคุกคามจากภายนอก แต่ความมั่นคงของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับทั้งความเข้มแข็งทางการทหารแต่ประการเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งทางการเมือง และความเข้มแข็งของภาคประชาชนด้วย ที่จะร่วมกันทำให้การ เมืองของประเทศมีเสถียรภาพ ซึ่งจะเป็นการป้องกันและลดการคุกคามจากภายนอก รวมทั้งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในประชาคมอาเซียนและโลก เพราะความมีเสถียรภาพของประเทศ คือความปลอดภัยของการค้าและการลงทุน คือความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย 

2. สร้างความสามารถในการแข่งขัน
เราได้ยินคำพูดว่าประเทศไทยติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางจากท่านนายกรัฐมนตรีบ่อยๆ ในยุทธศาสตร์ชาติฉบับใหม่นี้ ได้กำหนดเป้าหมายของประเทศที่จะทำให้คนไทยโดยเฉลี่ยแล้วมีรายได้ $13,000 ต่อคนต่อปี เพิ่มจากปัจจุบันที่ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยที่ $5,814 ต่อคนต่อปี คือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งดูเหมือนมากมหาศาล แต่ถ้าเราดูรายได้เฉลี่ยในปัจจุบันของประเทศสิงค์โปร์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยที่ $52,888 ต่อคนต่อปี ประเทศบรูไนมีรายได้เฉลี่ยที่ $ 30,554 ต่อคนต่อปี และประเทศมาเลเซีย มีรายได้เฉลี่ยที่ $ 9,768 ต่อคนต่อปี จะเห็นได้ว่ารายได้ที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ในอนาคตยังห่างไกลจากรายได้ของคนสิงคโปร์ในปัจจุบันอีกมาก ดังนั้นถ้าประเทศไทยจะมีรายได้มากขึ้นตามที่ต้องการ เราจะต้องทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น คือคนไทยต้องมีความรู้ทักษะ ความสามารถสูงมากขึ้น ในยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ได้ตั้งความหวังว่าจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก ซึ่งในปี 2016 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 28 จากจำนวน 61 ประเทศทั่วโลกจากการจัดอันดับของสถาบัน IMD World Competitiveness Center โดยมีประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 4 และประเทศมาเลเซียอยู่อันดับที่ 19

3. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ที่คุณภาพของคน และคุณภาพของคนอยู่ที่การศึกษา ประเทศสิงคโปร์คือตัวอย่างจริงใกล้บ้านที่สัมผัสได้ เพราะระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถสร้างคนสิงคโปร์ให้มีคุณภาพ มีความรู้ ทักษะ ความสามารถและมีศักยภาพในการแข่งขันสูง ทำให้สิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย แม้แต่น้ำดื่มยังต้องซื้อจากประเทศมาเลเซีย แต่คนมีรายได้เฉลี่ย$52,888 ต่อคนต่อปี การศึกษาจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อันที่จริงประเทศไทยมีนักการศึกษาที่สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร นั่งบริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการจำนวนไม่น้อย แต่เหตุใดเราถึงประสบความล้มเหลวในระบบการศึกษาของประเทศ คะแนนการสอบจาก PISA ปีล่าสุด นักเรียนจากประเทศเวียตนามได้คะแนนแซงประเทศไทยไปแล้ว มีเพียงคำตอบเดียวในเวลานี้ คือ   จำเป็นต้องทำการปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการของไทยเป็นการด่วน เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาให้เด็กไทยมีความรู้ความสามารถสอดรับกับทักษะที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามกระแสคลื่นการเปลี่ยนแปลงของ Disruptive Technology ที่กำลังมาแรงในเวลานี้

เป้าหมายอีกประการหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติฉบับใหม่คือทำให้คนทุกช่วงวัย มีสุขภาวะที่ดี มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต คนสูงวัยมีความสุข มีรายได้พอเพียงในการดำรงชีวิต ปัญหาเรื่องสุขภาพของคนไทย กำลังเป็นปัญหาที่สะสมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนไทยขาดความเข้าใจและขาดวินัยในการป้องกันรักษาสุขภาพและชีวิตของตนเอง เรายังใช้วิถีชีวิตที่บั่นทอนสุขภาพและเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตตนเองอย่างเป็นปกติ ทำให้เรามีค่าใช้จ่ายในเรื่องการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นมหาศาลทุกปี มากจนโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งมีหนี้ท่วมตัว และถ้าจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้นจนประเทศไทยกลายเป็นประเทศสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอีกไม่นานนี้ ประเทศไทยจะยิ่งมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น

4. การสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม
ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (Distribution of wealth) เช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจเปิดทั่วโลกที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมทางด้านเศรษฐกิจที่คนกลุ่มน้อยใน สังคมซึ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจใช้ความได้เปรียบสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนกลุ่มใหญ่ในสังคมที่มีความอ่อนแอกว่าทางเศรษฐกิจสูญเสียการสร้างความมั่งคั่งลงเรื่อยๆ ทำให้สังคมเกิด ช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันนี้ มหาเศรษฐีและเศรษฐีไทย มีช่องว่างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกับคนจนไทยอย่างมหาศาล เพราะคนไทยที่เป็นคนรวยสุดๆจำนวน 10% ของประเทศ มีรายได้มากเท่ากับ 36.81% ของรายได้คนทั้งประเทศ ในขณะที่คนไทยที่จนสุดๆจำนวน 10% ของประเทศกลับมีรายได้เท่ากับ 1.06% ของรายได้คนทั้งประเทศเท่านั้น

ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนรวยเสมอภาคกัน หรือทำให้ทุกคนต้องจนเท่าเทียมกัน แต่ขอเพียงทำให้สัดส่วนของช่องว่างความแตกต่างทางเศรษฐกิจ ลดลง และแคบลง ถ้าทำให้คนจนสุดๆ 10 % ของประเทศมีรายได้เท่ากับ 10% ของรายได้ของคนทั้ง ประเทศ พวกเขาก็จะเป็นคนจนที่อยู่ดีกินดีได้ เช่นกันถ้าคนรวยสุดๆ10% ของประเทศมีรายได้เท่ากับ 10% ของรายได้ของคนทั้งประเทศ พวกเขาก็ยังคงเป็นมหาเศรษฐีรวยสุดๆของไทยอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ความมั่งคั่งของพวกเขาถูกเกลี่ยเฉลี่ยให้คนชั้นกลางและคนจนมากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศดีขึ้น และสังคมไทยน่าจะมีสันติสุขมากขึ้น

5. การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศบนพื้นฐานการเอาทรัพยากรธรรมชาติไปใช้อย่างขาดสำนึก ขาดการวางแผน ขาดยุทธศาสตร์ ทำให้ประเทศไทยมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ตระกูล แต่ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆของประเทศถูกทำลายย่อยยับ ป่าไม้บนภูเขาประเทศไทยถูกทำลายเปลี่ยนไปเป็นภูเขาหัวโล้น กลายเป็นไร่กระหล่ำ ไร่ข้าวโพด ไร่ผลไม้ กลายเป็นรีสอร์ทการท่องเที่ยว สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ของประเทศลดลงจากที่เคยมีเกิน 50% ลดลงเหลือ 20% ทำให้เรามีปัญหาเรื่องความแห้งแล้ง น้ำท่วม ดินถล่มและหมอกควันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่คนไทยต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทั้งโดยส่วนตัวและโดยงบประมาณของประเทศจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แต่บริษัทที่ได้รับประโยชน์เต็มๆจากการใช้พื้นที่ป่าไม้ไปทำธุรกิจเกษตรไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลย ในยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ได้ตั้งเป้าหมาย ให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของพื้นที่ประเทศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ ลดลง 20-25% 

6. การปรับสมดุลและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
ระบบการทำงานของราชการไทยเป็นปัญหาของการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด ถ้าประเทศไทยมีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ข้าราชการมีจิตใจรับใช้ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยวันนี้คงเจริญอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ เพราะตอนที่รัฐบุรุษ ลี กวย ยู ก่อตั้ง ประเทศสิงคโปร์นั้น ประเทศไทยมีความเจริญมากกว่าประเทศสิงคโปร์ด้วยซ้ำไป นายกรัฐมนตรี ลี กวน ยู ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของคน และ ปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง จนทำให้ ประเทศสิงคโปร์เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด ในขณะที่ผู้นำประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่อง "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" คนไทยเลยพากันขายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเอาเงินมาใช้บันดาลสุขให้แก่ตนเอง ผู้นำรัฐบาลในเวลาที่ผ่านมาสร้างความนิยมโดยนโยบายการสร้างความสุขให้กับประชาชนโดยให้ความสำคัญเรื่อง "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีเงินใช้ ไร้โรคา" ทำให้เกิดการทุ่มงบประมาณลงทุนสร้างโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานขนาดใหญ่ตลอดเวลา 60 ปีที่ผ่านมา และโครงการก่อสร้างทั้งหลายเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชัน และระบาดไปทุกวงการมาจนถึงปัจจุบันนี้ มาถึงวันนี้แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ได้กำหนดเรื่องการปรับปรุงระบบการบริหารงานของราชการให้ปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ปรับปรุง กฎหมาย ระเบียบราชการให้เป็นธรรม ทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เป็นระบบดิจิตอลทั้งหมด เพื่อความมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุนทำธุรกิจและประชาชน

ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วครับ วันนี้ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างเดียว คงไม่มียุทธศาสตร์ชาติฉบับใด ที่สมบูรณ์ถูกต้องเป็นจริงได้ทั้งหมด เพราะโลกมีพลวัตรในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีตลอดเวลา และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้ รายละเอียดต่างๆในขั้นการทำแผน เพื่อนำไปสู่การทำเป็นนโยบายปฏิบัติของแต่ละยุทธศาสตร์ คงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเขียนเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อไป หน้าที่ของคนไทยคือ ต้องช่วยกันนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ด้วยการช่วยเหลือประเทศชาติก่อน

Steve Jobs กล่าวว่า "Innovation distinguishes between a leader and a follower." นวัตกรรมแยกความแตกต่างระหว่างผู้นำและผู้ตาม

Bill Gates กล่าวว่า "The first rule of any technology used in a business is that automation applied to an efficient operation will magnify the efficiency. The second is that automation applied to an inefficient operation will magnify the inefficiency." 
กฏประการแรกในการนำเทคโนโลยีใดๆไปใช้ในธุรกิจคือ เมื่อเอาระบบอัตโนมัติไปใช้ในระบบปฏิบัติการ ทีมีประสิทธิภาพอยู่แล้วมันจะขยายผลให้เกิดความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กฎประการที่สองคือ เมื่อเอาระบบอัตโนมัติไปใช้ในระบบปฎิบัติการที่ไร้ประสิทธิภาพมันจะยิ่งเพิ่มความไม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันนี้คุณยิ้มหรือยัง?

วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

Thailand 4.0 (ตอนที่ 4)


"A good man will receive blessings. A wicked man's words hide a violent nature."
                                                                         Proverbs 10:6 

ตั้งใจเขียนเรื่อง Thailand 4.0 ให้จบใน 4 ตอน จะได้สอดคล้องกับชื่อหัวเรื่องที่เขียน โดยในตอนที่ 4 นี้ ผมขอเน้นเรื่องการศึกษาเพราะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ไปสู่ Thailand 4.0 ที่ตั้งเป้าหมายว่า ประเทศไทยจะเป็นสังคมที่มีนวัตกรรม และ ใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน เศรษฐกิจ (Innovation Driven Economy) ถ้าประเทศยังไม่ปฏิรูประบบการศึกษาอย่างจริงจัง ไม่เปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ประเทศไทยคงก้าวเดินสู่ Thailand 4.0 ได้ลำบากครับ

ดังที่ได้เขียนเกริ่นนำไว้แล้วใน Thailand 4.0 ตอนที่ 2 ว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบการเรียน การสอนในระบบการศึกษาของประเทศ ไทย คือ วิธีการเรียนต้องเปลี่ยนเป็น

การเรียนรู้แบบ Purposeful learning คือผู้เรียนต้องเรียนแบบมีเป้าหมายในอนาคตของตน (Learning With Purpose) และผู้เรียนต้องเรียนด้วยใจที่รักหลงไหล (Passion) ในสาขาวิชาที่เรียน ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดเรื่องที่สนใจอยากจะเรียน โดยมีครูอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้ให้ความ ร่วมมือแก่ผู้เรียน ด้วยการสนับสนุนผู้เรียนให้ได้เรียนรู้สิ่งที่เขาสนใจ ชอบ อยากรู้ อยากเรียน และ อยากทำ

การเรียนรู้แบบ Generative Learning คือผู้เรียนเป็นผู้มีบทบาทนำในการเรียน (Active Learning) ครูอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitate) ให้แก่ผู้เรียนในการเรียนรู้ เป็นการเรียนแบบคิด (Idea Based Learning) ไม่ได้เรียนแบบท่องจำอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะการเรียนแบบท่องจำไม่ก่อให้เกิดความสงสัย ไม่กระตุ้นความอยากรู้ และไม่สร้างความคิดใหม่

การเรียนรู้แบบ Mindful Learning คือเรียนรู้โดยการคิดร่วมกัน สร้างร่วมกัน (Co-Creation) ไม่ใช่เรียนรู้แบบเก่งอยู่คนเดียว (Individual Base) ไม่ได้เรียนรู้แบบแข่งขันเอาคะแนนให้ตัวเองเพื่อเอาชนะคนอื่น (Competitive Base) แต่จะเป็นการเรียนรู้โดยการศึกษาหาความ รู้ร่วมกัน และแบ่งปันความรู้แก่กัน (Sharing Base) เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกัน เพราะในชีวิตจริง เราไม่สามารถทำงานด้วยตนเองให้สำเร็จได้ทั้งหมดทุกเรื่อง ความสำเร็จเกิดจากการต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น และต้องได้รับการร่วมมือสนับสนุนจากผู้อื่น

การเรียนรู้แบบ Result Based Learning คือเรียนรู้โดยมุ่งผลลัพท์ เรียนรู้ทฤษฏีเพื่อความเข้าใจและนำหลักทฤษฏีไปประยุกต์ใช้ (Theory For Practice) ในชีวิตจริง เป็นการเรียนรู้เพื่อต้องการใช้ผลลัพท์ (Results) ให้เกิดประโยชน์ทั้งในการทำงานเพื่อสร้างประสิทธิภาพ และผลิตภาพให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นในทางเศรษฐกิจ และในการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพทั้งใน ครอบครัวและสังคมส่วนรวม

การเปลี่ยนแปลงโดยการปฏิรูประบบการศึกษาตามความคาดหวังของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ได้กล่าวมานี้ จะทำให้ประชาชนชาวไทยจะมีคุณลักษณะใหม่ คือ เป็นคนที่แสวงหาการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Directed Learner) เป็นคนที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดขีวิต เมื่อประชาชนมีความรู้ ก้าวทัน ความรู้  และ ก้าวทันเทคโนโลยี คนไทยจะเป็นคนที่ตื่นตัวกระตือรือล้น เป็นพลเมืองที่ขยันขันแข็ง (Active Citizen) คนไทยจะกลายเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการแบ่งปันให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม ทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีส่วนเป็นผู้ให้ (Engaged Contributors) สังคมไทยในยุคสมัย Thailand 4.0 จะกลายเป็นสังคมที่มีความคิดสร้างสรรค์  เป็นสังคมนวัตกรรม (Social Innovator) ที่คิดและสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย

ทั้งหมดนี้จะเป็นความจริงได้ ประเทศไทยต้องทำการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปการศึกษาของประเทศอย่างจริงจัง และต้องรีบทำ ที่ผมกล่าวเช่นนี้ เพราะจะมีสาเหตุปัจจัยภายนอกที่เข้ามาแทรกแซงระบบการศึกษาซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระบบการศึกษา เนื่องจากกระแสความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีที่ค้นพบใหม่ไม่ได้เป็นแบบ Sustaining Technology เหมือนในอดีตที่เทคโนโลยีใหม่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับเทคโนโลยีเดิม ช่วยทำให้สินค้าหรือบริการเกิดคุณค่ามากขึ้นในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการใช้สอยเกิดประโยชน์มากขึ้น โดยเทคโนโลยีเดิมยังเป็นฐานที่ใช้งานได้ เพียงแต่เพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่เข้าไปก็ทำให้สินค้าหรือบริการมีภาพลักษณ์โดดเด่นมากขึ้น และขายได้ราคามากขึ้น

แต่เทคโนโลยีในยุคใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในเวลานี้เป็นเทคโนโลยีแบบ Disruptive Technology คือ เป็นเทคโนโลยีแบบโค่นทำลายเทคโนโลยีเดิม คือจะกวาดตลาดผู้ใช้เทคโนโลยีเก่าทิ้งไปเลย ทำให้สินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีเดิมตกกระแสความนิยม ใช้การต่อไปอีกไม่ได้ เพราะไม่มีใครใช้ และไม่มีใครซื้อ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น เทคโนโลยีกล้องดิจิตอลทำให้บริษัทใหญ่อย่าง Kodak ที่มีอายุยาวนานมั่งคั่งร่ำรวยจากการขายฟิลม์ น้ำยาล้างอัดรูป จากกล้องที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิม ต้องล้มละลายในที่สุดเพราะเทคโนโลยีใหม่ถ่ายรูปโดยไม่ต้องใช้ฟิลม์ และในเวลานี้กำลังมีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามากวาดเทคโนโลยีเก่าออกไป เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) กำลังจะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ในงานเกือบแทบทุกสาขา หุ่นยนต์ทำหน้าที่ได้แม้กระทั่งการผ่าตัดทางการแพทย์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( Artificial Intelligence) ทำให้รถยนต์ไร้คนขับวิ่งบนถนนได้จริง และต่อไปอีกไม่นานเกษตรกรจะสามารถใช้รถแทรกเตอร์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ต้องมีคนขับแต่สามารถไถนา พรวนดิน ปลูกพืช เก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่เพาะปลูกได้ตลอดวันตลอดคืน และจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆทะยอยตามกันออกมาอีกมากมาย



ในด้านการศึกษาก็มีเรื่อง Disruptive Technology ที่น่าจะมีผลต่อระบบการศึกษาในอนาคต และผมเชื่อว่าจะมีผลต่อการปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทยในอนาคต คือ

1. Adaptive and Optimized Learning
การเรียนการสอนสามารถปรับเปลี่ยนตามบริบทสิ่งแวดล้อมเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน ปัญหาที่ครูอาจารย์ผู้สอนพบว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการสอนคือความรู้ความสามารถของผู้เรียน ในแต่ละห้องเรียนมีความแตกต่างกันทำให้ยากต่อการสอนในบทเรียนเดียวกัน เพราะผู้เรียนบางส่วนในห้องเรียนสามารถเรียนรู้และเข้าใจบทเรียนได้อย่างรวดเร็ว แต่มีผู้เรียนอีกส่วนหนึ่งในห้องเรียนเดียวกันเรียนรู้ได้ช้ากว่า ปัญหาเรื่องนี้กำลังจะหมดไปเพราะขณะนี้มีเทคโนโลยีของ Knewton ที่เป็นโปรแกรมช่วยจัดการเรียนการสอนให้ครูอาจารย์สามารถจัดการสอนตามความสามารถรายตัว (Customized) ให้แก่ผู้เรียนและสามารถจัดบทเรียน (Tailored Lesson) ให้ผู้เรียนเป็นรายคนได้เลย โปรแกรมนี้ทำให้ครูจัดห้องเรียนแบบมีผู้เรียนผสมผสานกันได้ (Blended Classroom) ได้ คือคนเรียนเก่งกับคนเรียนไม่เก่ง สามารถเรียนห้องเดียวกันได้ เพราะโปรแกรม Knewton สามารถจัดบทเรียนทั้งในด้านเนื้อหาสาระ (Content) และ รูปแบบ (Format) ตามความชอบและวิธีการเรียนของผู้เรียน (Learning Style) ได้ โปรแกรมนี้ยังสามารถจัดการเรียนที่เน้นการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงวิกฤติ (Critical Thinking Skills) และสามารถบันทึกความก้าวหน้าในการเรียน (Learner's Progress) ของผู้เรียนแต่ละคนได้

2. Education Everywhere
การศึกษาในศตวรรตที่ 21 นี้ จะเป็นการศึกษาที่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกแห่ง ดังที่ผมเคยเขียนเรื่องการเรียนระบบทางไกลผ่าน Internet ที่เรียกว่า Massive Open Online Courses (MOOCs) ไปแล้ว ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายสิบแห่งเปิดชั้นเรียนทางไกลให้คนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทั่วโลก ซึ่งมีทั้งวิชาที่เรียนฟรีและหลักสูตรที่เรียนเสียเงิน แต่ค่าลงทะเบียนเรียนระบบทางไกลจะถูกกว่าค่าลงทะเบียนหลักสูตรปกติที่เรียนในห้องเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยมาก เนื่องจากหลักสูตรระบบการเรียนทางไกลมีคนลงทะเบียนเรียนเป็นจำนวนมากเพราะสามารถเรียนได้ทั่วโลก นอกจากหลักสูตรการจัดการเรียนทางไกลของมหาวิทยาลัยต่างๆกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ยังมีกระแสใหม่ที่มาแรงอีกกระแสหนึ่งคือบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกที่มีพนักงานบริษัทจำนวนมาก ก็เริ่มเปิดมหาวิทยาลัยของบริษัท (Corporate University) ขึ้นมาเพื่อการพัฒนาบุคลากรของบริษัทตามความต้องการของบริษัทให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาและการเติบโตของบริษัท เป็นการช่วยพัฒนาพนักงานของบริษัทให้มีความรู้ตรงกับความต้องการของบริษัท ทำให้บริษัทไม่ต้องเสียเวลาส่งพนักงานไปเรียนต่อ พนักงานไม่ต้องเสียเวลาทำงาน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการเรียน 

3. Better Utilize Resource
ระบบการเรียนการสอนในอนาคตจะสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียกว่าเป็นการกลับด้านห้องเรียน (Flipped Classroom) กันเลยทีเดียว เพราะบทเรียนที่เป็นความรู้ทั่วไป ที่สอนในห้องเรียนที่เราเรียกว่าการบรรยาย (Lecture) ที่ผู้เรียนสามารถอ่านเองได้นั้น เป็นกิจกรรมเชิงรับ (Passive Activities) ครูอาจารย์ผู้สอนสามารถมอบให้เป็นการบ้าน (Homework) แก่ผู้เรียน โดยการ Post คำบรรยายของผู้สอน Online ให้ผู้เรียน Download ไปอ่านเองที่บ้าน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามาบรรยายในห้องเรียน  ส่วนเวลาในห้องเรียนที่ครูอาจารย์ผู้สอนอยู่กับผู้เรียนนั้น จะใช้เป็นกิจกรรมเชิงรุก (Active Activities) โดยครูอาจารย์ผู้สอนจะมุ่งพัฒนาทักษะด้านอ่อน (Soft Skills) ของผู้เรียนคือทักษะเรื่อง การแก้ไขปัญหา (Problem Solving Skills) และทักษะการคิดเชิงวิกฤติ (Critical Thinking Skills) การเรียนการสอนแบบนี้จะทำให้ครูอาจารย์ผู้สอนได้ทำหน้าที่สำคัญ และ ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ มีเวลาให้กับผู้เรียนที่มีปัญหาการเรียนรู้ได้มากขึ้น

4. Interactive Content
ตำราเรียนในห้องเรียนแบบเป็นหนังสือกำลังจะหมดไปเพราะต่อไปสื่อการเรียนการสอนจะมาในรูป Multimedia ใช้เทคโนโลยีที่ผู้เรียนรู้มีส่วนร่วมสามารถตอบโต้ได้ในลักษณะแบบเกมส์ออนไลน์ มูลนิธิ Gates Foundation ได้บริจาคเงินจำนวน 3 ล้านเหรียญสหรัฐให้ MIT Education Arcade เพื่อใช้วิจัยพัฒนาเกมส์ออนไลน์ทางด้านการศึกษา ทำให้ผู้เรียนสามารถเล่นเกมส์เสมือนจริง (Virtual World) เช่นเล่นเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นแพทย์ เป็นวิศวกร เป็นนักคณิตศาสตร์ ที่ในเกมส์ที่ต้องทำการค้นคว้า ทดลอง ต้องใช้ความรู้ที่เกี่ยวกับบทบาทในเกมส์ ทำให้ผู้เล่นเกมส์สามารถเรียนรู้วิชาการต่างๆได้จากเกมส์ที่เล่น

5. Connecting With Tutor and Sharing Skills Online
โลกในปัจจุบันเป็นโลกที่เชื่อมต่อกันได้หมดอยู่แล้ว อันที่จริงเวลานี้เราเริ่มได้สัมผัสการแบ่งปันความรู้และทักษะกันบน Internet กันอยู่แล้วโดยผ่านช่องทาง utube เวลานี้ถ้าเราอยากรู้เรื่องใด เราสามารถหาดูได้จาก utube ไม่ว่าจะปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ซ่อมแซมบ้าน เรียนเต้นรำ เรียนดนตรี ออกกำลังกาย ฯลฯ จะมีผู้รู้แบ่งปันความรู้และทักษะให้บน utube ทั้งสอน แนะนำ ทำให้ดู  มีให้เลือกมากมาย แต่ต่อจากนี้ไปอีกไม่นาน โลกจะกลายเป็น Internet Of Things คือทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บน Internet หมด การเรียนการสอนต่อไปจะเปลี่ยนเป็น

Anyone to be a teacher  ใครอยากเป็นครูก็เป็นได้ ถ้ามีความรู้ มีทักษะ ท่านสามารถ สอนใครๆก็ได้ เพียงท่านเผยแพร่ความรู้ทักษะของท่านบน Internet ก็จะมีคนมาเรียน เป็นลูกศิษย์ของท่าน

Any place to be a classroom ที่ไหนก็เป็นห้องเรียนได้ ร้านกาแฟ สวนสาธารณะ ห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้างสรรพสินค้า บนเครื่องบิน บนรถไฟ บนรถทัวร์ ขอให้มี WiFi ที่เชื่อม Internet ได้ ก็เป็นห้องเรียนได้

Anybody to be a student ใครก็สามารถเป็นนักเรียนได้ ใครอยากเรียนรู้เรื่องใดก็สามารถ เสาะหาความรู้ทักษะเรื่องนั้นบน Internet เป็นนักเรียนทาง Internet ได้ตลอดเวลา

การเรียนรู้ตามอัธยาศัยอย่างนี้ ทำให้เกิดการเรียนเป็นแบบเพื่อนสอนเพื่อน (Peer to Peer Learning) คือคนที่รู้สอนคนที่ยังไม่รู้ได้ตลอด เวลา คนเรียนเก่งในห้องเรียนสามารถสอนเพื่อนที่เรียนอ่อนกว่าได้ คนเรียนเก่งสามารถทำหน้าที่เป็น Tutor ให้เพื่อนๆ หรือ ให้รุ่นน้องได้ ตามความต้องการ (On Demand Tutoring ) ซึ่งในเวลานี้ก็มีบริการแบบนี้บน Internet แล้ว เช่น   Skillshare,  EduFire และ  Quizlet นักเรียนนักศึกษาที่เรียนเก่งสามารถหาเงินเป็นกอบเป็นกำ ได้จากช่องทางนี้ ครูอาจารย์ที่ยังคิดสอนแบบเดิมๆคงลำบากครับ

Thailand 4.0 จะถูก Disruptive Technology เปลี่ยนโฉมหน้าการทำธุรกิจไปอีกมากมายเพียงใด ในเวลานี้ผมไม่สามารถคาดเดาได้ รู้แต่ว่าการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายอย่างแน่นอน เพราะในประเทศสหรัฐอเมริกาเวลานี้มีโรงเรียนมัธยมศึกษาต้องปิดกิจการปีละประมาณ 1,700 โรง เพราะไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และมีมหาวิทยาลัยขนาดเล็กต้องปิดกิจการ เฉลี่ยปีละ 5 มหาวิทยาลัยเพราะจำนวนนักศึกษาลดลง ผมนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าเมื่อถึงเวลาที่ Disruptive Technology เติบโตสุกงอมเต็มที่แล้ว จะมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องปิดกิจการปีละอีกกี่แห่ง และผมเชื่อว่าจะมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในประเทศไทยต้องปิดกิจการเหมือนที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน

Albert Einstein กล่าวว่า "It has become appallingly obvious that our technology has exceeded our humanity." มันได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เทคโนโลยีของเราได้ก้าวหน้าเกินความเป็น มนุษย์ของเราแล้ว 

Clayton Christensen กล่าวว่า "The reason why it is so difficult for existing firms to capitalize on disruptive innovations is that their processes and their business model that make them good at the existing business actually make them bad at competing for the disruption." เหตุผลที่ทำไมจึงเป็นการยากสำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจอยู่ในปัจจุบันในการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาทดแทน เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะรูปแบบธุรกิจและกระบวนการทำธุรกิจในปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ดูดี แต่จริงๆแล้วมันแย่มากเมื่อต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีใหม่ 

นั่นแหละครับ หลงติดยึดอยู่กับสิ่งเดิม กว่าจะรู้ตัวก็ถูกกวาดไปเสียแล้ว

สวัสดี Thailand 4.0 

แหล่งที่มา: "5 Disruptive Education Trends that address American Inequality."
               : www.fastcoexist.com

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Thailand 4.0 ตอนที่ 3


"A sensible man gathers the crops when they are ready; it is a disgrace to sleep through the time of harvest"  Proverbs 10: 5

อ่าน Thailand 4.0 ที่ผมได้นำเสนอไปแล้วสองตอนคงพอทำให้เห็นภาพอนาคตของประเทศไทย ที่คนไทยจำเป็นต้องดิ้นรนผลักดันให้ไปให้ถึง เพราะเราไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบไทยๆอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากปัจจัยความได้เปรียบภายในประเทศลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ในขณะที่ปัจจัยต่างๆภายนอกประเทศเรื่องความสามารถในการแข่งขันมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการแข่งขันลงเรื่อยๆเช่นกัน เหมือนกับเรายังคงเก่งอยู่เท่าเดิมแต่คนอื่นๆเขาพัฒนาเก่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่พยายามขยับตัวเองให้เก่งขึ้นอีก ต่อไปไม่นานคนอื่นก็เก่งกว่าเราแซงหน้าเราไป ซึ่งถ้าเรายอมปล่อยให้ไปถึงจุดนั้น ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่ลำบากมากขึ้นในการแข่งขัน ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ ต้องรีบทำการเปลี่ยนแปลงในเวลานี้เพื่อนำ ประเทศไทยให้อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการแข่งขันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพราะทุกประเทศต่างขยับตัวเปลี่ยนแปลงก้าวเดินไปข้างหน้า

เป้าหมายสูงสุด (The Ultimate Goal) ของ Thailand 4.0 คือการยกระดับประเทศไทยจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งประชาชนมีรายได้ไม่มาก ที่รัฐบาลบอกว่าเป็นกับดับรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่ประชาชนมีรายได้มาก เป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High Income Country) โดยคาดหวังว่าช่องว่างความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนจะแคบลงจนกลายเป็นสังคมที่ประชาชนเกือบทุกคนถูกรวมอยู่ด้วยกัน (Inclusive Society) ไม่ถูกทอดทิ้งให้เป็นคนยากจนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างอยากลำบาก ไม่ถูกทอดทิ้งให้เป็นคนชายขอบหรือคนนอกชายขอบอีกต่อไป เพราะคนไทยเกือบทุกคนมีความรู้ความสามารถสูง เก่งการทำมาหากินจนมีรายได้สูง ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สังคมไทยในยุคสมัยThailand 4.0 จะเป็นสังคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลลง ประชาชนอยู่ในสังคมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีความรู้ก้าวหน้า มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรม ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต่อไปจะต้องเน้นหนักไปทางสร้างและขายนวัตกรรม (Innovation Driven Economy) มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง คนไทยแม้จะมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ หลากหลายความเชื่อ หลากหลายวัฒนธรรมประเพณี แต่อยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งได้อย่างมีสันติสุข (Unity In Diversity) 

คงไม่มีคนไทยคนใดคัดค้านการทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าเป็นประเทศมีรายได้สูงและประชาชนมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากขึ้น เป็นสังคมที่ประชาชนมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยลงดังที่ได้พรรณามาข้างต้น แต่การจะทำให้ Thailand 4.0 เป็นจริงได้นั้น ต้องมีรัฐบาลที่ทุ่มเทมุ่งมั่นอย่างจริงใจและจริงจัง คือข้าราชการทุกกระทรวง กรม กอง ซึ่งเป็นผู้กำหนด นโยบาย สร้างยุทธศาสตร์ ทำโครงการต่างๆ โดยมีงบประมาณประเทศสนับสนุน ต้องตั้งใจทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อผลักดันให้ทุกนโยบาย ทุกยุทธศาสตร์ ทุกโครงการเดินหน้าและสำเร็จอย่างมีคุณภาพ โดยมีภาคเอกชนคือ บริษัทธุรกิจทุกระดับ ทุกขนาด ทุกประเภท เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจด้วยการลงทุนพัฒนาธุรกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และประชาชนทั่วไปเป็นผู้ร่วมให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจ ทั้งสามภาคส่วนต้องมีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน มีความเข้าใจเหมือนกัน มีจุดหมาย มีความต้องการตรงกัน และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ Thailand 4.0 บรรลุความเป็นจริงตามเป้าหมาย

กรอบความคิดของ Thailand 4.0 คาดหวังว่าเมื่อเศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นจนเป็นประเทศร่ำรวยแล้ว ประชาชนคนไทยจะมีความรู้ ประเทศจะมีขีดความความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น เป็นประเทศมีนวัตกรรม มีผลิตภาพที่มีคุณค่าสูงขึ้น ประเทศมีรายได้มากขึ้น ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อประเทศมีความมั่งคั่งดีขึ้นแล้วประชาชนจะมีความเข้มแข็งทางการเมืองทำให้เรามีรัฐบาลที่ดี มีการปกครองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People Centric Governance) 

นั่นคือความคาดหวังของThailand 4.0 บนพื้นฐานโครงสร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ในความเข้าใจของผม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่สามารถสร้างความสุขสงบในสังคมได้ถ้าขาดการพัฒนา มิติทางจริยธรรม Thailand 4.0 ไม่มีความชัดเจนในมิติเรื่องการสร้างคนดีมีจริยธรรม มีคุณธรรม เพราะแม้คนไทยมีความรู้ มีความสามารถ มีเทคโนโลยี มีรายได้มากขึ้น มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่าสังคมจะมีสันติสุข จะไม่มีคนโกง ไม่มีการคอร์รัปชั่น ไม่มีการค้ายาบ้า ไม่มีการฆ่าข่มขืน ไม่มีคนเอาเปรียบคนอื่น ไม่มีคนทำร้ายกันตามท้องถนน ผมเชื่อว่าถ้าคนในสังคมยังขาดการเติมเต็มทางจริยธรรม ยังมีความพร่องทางคุณธรรม ยังไม่มีความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน ยังไม่รักเพื่อนบ้าน ยังไม่รักสังคม ยังไม่รักประเทศชาติ แม้ประเทศจะพัฒนาทางเศรษฐกิจแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีการพ้ฒนาทางจริยธรรม สังคมจะยังไม่มีสันติสุข ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาทางเศรษฐกิจแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศในยุโรป ที่แม้จะเป็นประเทศร่ำรวยแล้ว ประชาชนมีความรู้ความสามารถสูงแล้ว แต่สังคมก็ยังไม่มีสันติสุข ประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันมีจำนวนคนไร้บ้าน (Homeless) ที่หน่วยงานรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการแล้วมากกว่า 500,000 คนที่ไร้ญาติพี่น้องช่วยเหลือดูแล ต้องอาศัยอยู่ตามมุมมืดในซอกตึกและสวนสาธารณะ แต่ตัวเลขจริงนั้นมีมากกว่าล้านคนที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนตามถนน และมีคนไร้โบสถ์ (Churchless) อีกจำนวนหลายสิบล้านคน คือคนที่ไร้ศาสนา ไม่มีความเชื่อทางศาสนา ทำให้ชีวิตขาดการบ่มเพาะขัดเกลาทางคุณธรรมศีลธรรมของศาสนา ชีวิตจึงไร้ความสุขและทำให้ สังคมไร้ความสันติสุข สังคมไม่มีความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ครูและนักเรียนถูกไล่ยิงฆ่าตายในโรงเรียน คนไปเดินซื้อของในศูนย์การค้าถูกไล่ยิงฆ่าตาย คนไปวิ่งการกุศลถูกระเบิดบาดเจ็บล้มตาย และมีเหตุการณ์ความไม่สงบสุขต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นประจำวันในสังคม




ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่าทุกอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในอดีตเช่น อียิปต์ บาบิโลน เปอร์เซีย และ โรมัน ล้วนมีความเจริญเติบโตสูงสุดทางเศรษฐกิจ เป็นอาณาจักรมั่งคั่งร่ำรวย มีความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีสูงตามยุคสมัยนั้น แต่ทุกอาณาจักรล้วนต้องล่มสลายลงเพราะ ปัญหาผลพวงที่เกิดตามมาจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คือความเสื่อมทางศีลธรรมและคุณค่า (Morals and values) ในสังคม เป็นปัจจัยหลักของความเสื่อมที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่นความแตกสลายของสถาบันครอบครัว การเกิดโรคระบาดจากความเสื่อมของสิ่งแวดล้อม เมื่อความต้องการทางเศรษฐกิจนำไปสู่การทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ตัดต้นไม้ ขุดหินจากภูเขามาสร้างเมือง เกิดการทุจริตคอรัปชั่นทางการเมือง การไม่ทำหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อของข้าราชการ และมีการใช้จ่ายเกินตัวเพื่อรักษาสถานะความมั่งคั่งของอาณาจักร นำไปสู่ปัญหาทางการเงินและตามมาสู่ความวุ่นวายทางการ เมืองและสังคม จนในที่สุดอาณาจักรที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจต้องล่มสลายลง

ความหวังของผมคืออยากเห็นความสมดุลย์ของ Thailand 4.0 คือมีการพัฒนาในทุกมิติที่ห่อหุ้มชีวิตประชาชน คือ เศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข ความรู้ เทคโนโลยี สังคม ศาสนาศีลธรรมจริยธรรม อนุรักษ์ธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานอย่างมีสติ เพื่อความยั่งยืนของของสังคมไทย

ผมอยากเห็นสังคมไทยที่มีความรัก มีความอบอุ่นรู้จักแบ่งปันกัน มีอากาศที่สะอาดสามารถหายใจได้อย่างเต็มปอด มีน้ำในแม่น้ำลำคลองที่ใสสะอาด มีป่าไม้เขียวขจี มีต้นไม้เต็มภูเขา มีสัตว์ป่าอาศัย อยู่อย่างเป็นธรรมชาติ มีสังคมที่ระเบียบวินัย เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน ประชาชนมีความเข้าใจ และทำหน้าที่พลเมืองดีของสังคม เพราะประชาชนมีความเข้มแข็งทางจริยธรรม มีศีลธรรม มีคุณธรรม ให้ศาสนามีส่วนในการบ่มเพาะขัดเกลาจิตใจของประชาชน เกิดภาวะวิสัยปกติใหม่ (New Normal) ที่มีความสมดุลย์ทางชีวิตทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ และจิตวิญญาณ 

Immanuel Kant กล่าวว่า "In law a man is guilty when he violates the rights of others. In ethics he is guilty if he only thinks of doing so." ในทางกฎหมายคนทำความผิดเมื่อได้ทำการ ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ในทางจริยธรรมคนทำความผิดเมื่อเพียงแค่ถ้าเขาได้คิดทำการละเมิดผู้อื่น

Thomas A. Edison กล่าวว่า "Non-violence leads to the highest ethics, which is the goal of all evolution. Until we stop harming all other living beings, we are still savages." การไม่ทำการรุนแรงนำไปสู่การมีจริยธรรมสูงสุด ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ของการวิวัฒนาการ เรายังคงป่าเถื่อน จนกว่าเมื่อเรายุติการทำร้ายสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

Stephen Covey กล่าวว่า "Moral authority comes from following universal and timeless principles like honesty, integrity, treating people with respect." อำนาจของจริยธรรมมาจาก การทำตามหลักการสากลที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา คือ ความสัตย์ซื่อ ความเชื่อวางใจได้ การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ

ขอให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความรักให้แก่กันนะครับ

สุขสันต์วันแห่งความรัก Happy Valentine ครับ

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

Thailand 4.0 ตอนที่ 2


Thailand 4.0 ตอนที่ 2

“Being lazy will make you poor, but hard work will make you rich.”             Proverbs 10:4

การจะเป็น Thailand 4.0 ได้นั้น ต้องใช้เวลาทำให้คนไทยทั้งชาติมีความเข้าใจก่อน เป็นสร้างการยอมรับ แล้วความร่วมมือจะตามมา เพราะเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง (Transformation process) ครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่ประชาชนชาวไทยต้องรู้ เข้าใจ และ ช่วยกันขับเคลื่อนให้ประเทศเดินไปสู่เป้าหมายใหม่ เนื่องจากกระบวนการ เปลี่ยนแปลงนี้ประชาชนคนไทยเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลง และประชาชนคนไทย คือ ผู้ถูกเปลี่ยนแปลงด้วย คือเป็นการเปลี่ยนแปลงของประชาชนด้วยตัวประชาชนเอง รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจกฏหมายมาเปลี่ยนแปลงประชาชน หรือลงทุนทำการเปลี่ยนแปลงโดยระบบราชการ แต่รัฐบาลจะต้องนำการเปลี่ยนแปลงโดยการผลักดัน สนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจเอกชน และ ประชาชน เป็นผู้กระทำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของสามฝ่าย คือ รัฐบาล ภาคเอกชน และ ประชาชน (Public-Private-People) เพื่อให้เกิดพลังขับเคลื่อน ซึ่งรัฐบาลเรียกความร่วมมือกันนี้ว่า “รวมพลังประชารัฐ”

เวลา 50 ปีที่ผ่านมาจนถึงเวลาในขณะนี้ ประเทศไทยพัฒนาประเทศโดยใช้ทรัพยากรมนุษย์เป็นพื้นฐานสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ เราใช้ความได้เปรียบที่ประเทศไทยมีระบบการศึกษาที่สามารถผลิตคนออกมาสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีระบบโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เช่น ระบบเครือข่ายถนน รถไฟที่เชื่อมโยงได้ทั่วทุกภาคในประเทศ เรามีกระแสไฟฟ้าให้ใช้ได้ทั่วถึงเกือบทุกหมู่บ้านในประเทศ เรามีระบบโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อกันได้ทั่วประเทศ เรามีระบบการแพทย์และสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานสากล และ เราใช้ความได้เปรียบที่เรามีทำเลที่ตั้งประเทศเป็นสุวรรณภูมิ ที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV คือ ประเทศ กัมพูชา ลาว เมียร์มา และเวียตนาม ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเจริญเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด เราสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยใช้ทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก ( People for Growth)

แต่ความได้เปรียบของประเทศไทยเริ่มหมดไป เพราะทั้ง 4 ประเทศที่เราเรียกว่า CLMV นี้ กำลังพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียตนาม ความได้เปรียบของประเทศไทยด้านต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น ประเทศ CLMV ทั้ง 4 ประเทศกำลังพัฒนาใหม่หมด และโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างของประเทศ CLMV ที่ลงทุนใหม่ในเวลานี้ อาจจะทันสมัยกว่าของประเทศไทยด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งระบบการศึกษาของทั้ง 4 ประเทศที่เน้นความเป็นนานาชาติมากกว่าประเทศไทย

ดังนั้นประเทศไทยจึงเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใหม่ คือใช้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยยังได้เปรียบกว่าประเทศ CLMV ในเวลานี้ เป็นพื้นฐานการขับเคลื่อนสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวรอบใหม่ โดยใช้ความเติบโตของเศรษฐกิจปัจจุบันสร้างศักยภาพของประชาชน (Growth for People) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น นั่นคือรัฐบาลต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อ (Conducive environment) ต่อการให้ประชาชนได้เรียนรู้พัฒนาตนเองให้มีความรู้ใหม่ มีทักษะใหม่ มีศักยภาพใหม่ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพและศักยภาพในระดับที่สูงขึ้น เพื่อสามารถสร้างงานใหม่และทำงานใหม่ที่มีคุณค่าสูงขึ้น ซึ่งจะสร้าง มูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์และงานบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เป็นการยกระดับทำให้เศรษฐกิจประเทศอยู่บนพื้นฐานมูลค่าสูง (High valued-based economy) หรือเป็นการทำน้อย เพื่อให้ได้มาก (Less for more) นั่นเอง


ถ้าประชาชนไทยรุ่นใหม่ Thailand 4.0 เป็นคนทำงานที่มีความรู้ เป็น Knowledge workers เป็นคนไทยที่มีทักษะระดับสูง High skilled workers ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนทิศทาง (Shift) การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศใหม่ได้คือ

ด้านการเกษตร เปลี่ยนจากการเกษตรแบบปลูกแล้วขาย ถ้าขายไม่ได้ ก็ปิดถนน กดดันให้รัฐบาลซื้อ หรือ ให้เงินชดเชยที่เป็นวงจรในปัจจุบัน ไปเป็นการเกษตรที่มีมูลค่าสูงขึ้น คือแปรรูปพืชผลการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีราคาสูง เป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มมูลค่า (Bio-technology) ตัวอย่างที่เกิดผลแล้ว คือการใช้ผลลำใยไปทำเป็นครีมสารสกัดลำใย ลองกานอยด์ (Loganoid) ซึ่งขายได้มูลค่าสูงกว่าการขายผลลำใยสดเป็นร้อยเท่า

ด้านอุตสาหกรรม เปลี่ยนจากการรับจ้างทำของขาย (Original Equipment Manufacturer) ที่ผลิตสินค้าเน้นปริมาณจำนวนมากๆขายโดยได้กำไรต่อชิ้นต่อหน่วยเพียงไม่กี่บาท พอค่าเงินบาทแข็งสินค้าราคาแพงขึ้นก็ขายไม่ได้ เพราะผู้ซื้อหันไปซื้อจากประเทศที่สินค้าราคาถูกกว่า ไปเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทอลเข้ามาเพิ่มมูลค่าสินค้า เป็นสินค้าจำพวกอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart devices) ที่เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตรุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีสมองกลคอมพิวเตอร์ฝังไว้ในอุปกรณ์ (Embeded technology) สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Robots) ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และผลิตเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เป็นอิเลกทรอนิกส์ (Mechatronics) เพื่อใช้เองและขายได้ราคาสูงขึ้น

ด้านเทคโนโลยี เน้นการตอบสนองโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคอินเตอร์เนตในทุกสิ่ง (Internet of things) อินเตอร์เนตเข้ามามีส่วนในชีวิตตั้งแต่ในบ้าน ในที่ทำงาน และในพื้นที่สาธารณะในเมือง จึงต้องใช้ประโยชน์จากพลังเครือข่ายอินเตอร์เนตให้มากที่สุด คือการเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในชีวิตและการทำธุรกิจ พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้บริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ ใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงเครือข่ายอินเตอร์เนตให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นในผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจมากขึ้น

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ประเทศไทยมีความได้เปรียบที่มีพื้นฐานการแพทย์และการสาธารณสุขที่ดีกว่าหลายๆประเทศจนคนต่างชาตินิยมเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยปีละเกินกว่าล้านคน ซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมหาศาล ยิ่งถ้าเราเพิ่มเทคโนโลยีให้สามารถรักษาโรคที่ซับซ้อนได้โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-technology ) เข้ามารักษาโรคและฟื้นฟูสภาพร่างกายได้ เราจะได้มูลค่าจากการให้บริการทางการแพทย์อย่างมหาศาล รวมทั้งการให้บริการเสริมอื่นๆในกลุ่มสุขภาพที่ดี (Wellness) เช่นการตรวจสุขภาพ การตรวจรักษาฟัน ซึ่งปัจจุบันเริ่มได้รับความนิยมจากคนต่างชาติมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่างถูกกว่าที่ใช้บริการในประเทศของเขามาก รวมทั้งการพัฒนาสร้างเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์เพื่อใช้เองช่วยลดรายจ่ายในการซื้อจากต่างประเทศ และสามารถขายเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ให้ประเทศเพื่อนบ้าน

ด้านธุรกิจบริการ คนไทยเรามีจุดเด่นในด้านงานบริการ (Hospitality) อยู่แล้ว เมื่อเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์(Creativity) สร้างเรื่องราว เพิ่มเนื้อหา ปรับรูปลักษณ์ เน้นอัตลักษณ์ มีความเป็นไทย และ สะท้อนความหลากหลายของประเพณีวัฒนธรรมไทย (Cultural diversity) เข้าไปในธุรกิจบริการ เช่น การท่องเที่ยว สร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวประเทศไทยให้มีความน่าสนใจมากขึ้นกว่าปัจจุบัน มีคุณภาพสูงขึ้น มีมูลค่ามากขึ้น เพราะเราสามารถทำให้สินค้าอาหาร สินค้าของท้องถิ่น มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากขึ้นได้ นำภูมิปัญญาเรื่องการนวดและสปา สมุนไพร เสื้อผ้า เครื่องประดับ งานศิลปะ ดนตรี กีฬา มาใช้ ซึ่งทุกอย่างล้วนสามารถสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นได้อย่างมากมาย

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นจะสร้างความสมดุลย์ทางรายได้ให้ประเทศ ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพารายได้การส่งออกมากจนเกินไป และสามารถลดการสั่งซื้อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลง ทำให้เราพึ่งตนเองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นความมั่นคงระยะยาว

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ประชาชนคนไทยในยุค Thailand 4.0 ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่หมด คือต้องตั้งกระบวนทัศน์ใหม่เลย ระบบความคิดในการศึกษาแบบเดิมต้องเปลี่ยนใหม่ให้ตอบสนองต่อพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21

  • จากการเรียนในห้องเรียนแบบท่องจำแล้วสอบว่าจำได้เก่งแค่ไหนตามมาตรฐานการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เด็กทุกคนต้องเรียนเหมือนกันหมด ไม่ว่าเด็กจะอยากเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจ เป็นนักแสดง เป็นนักดนตรี เปลี่ยนเป็นการเรียนแบบมีเป้าประสงค์เฉพาะคน (Purposeful personalized learning) ตามอาชีพที่เด็กอยากเป็น ตามความรักความชอบ (Passion) ความไฝ่ฝันของเด็ก คือเรียนอย่างมีเป้าหมายตามความอยากรู้ ความชอบ ความรักหลงไหล

  • จากการเรียนแบบครูว่านักเรียนฟัง (Passive learning) เด็กไม่มีบทบาทในการเรียนรู้ เปลี่ยนเป็นการเรียนแบบนักเรียนมีบทบาทในการเรียนรู้ (Active learning) เด็กอยากเรียนรู้อะไร เด็กต้องแสวงหาความรู้นั้น โดยมีโรงเรียนและ ครูผู้สอนเป็นผู้อำนวยความรู้ (Knowledge facilitators) ให้นักเรียนเรียนรู้

  • จากการเรียนแบบเอาข้อมูลข้อเท็จจริง (Fact based learning) ในตำรามาบอกให้นักเรียนรู้และจดจำ เปลี่ยนเป็นการเรียนแบบให้นักเรียนรู้จักคิด (Idea based learning) เพื่อสร้างการคิดเป็น วางแผนเป็น แก้ปัญหาเป็น มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักสร้างนวัตกรรม ให้แก่นักเรียน

  • จากการเรียนแบบแข่งขันเอาคะแนน (Competitive based learning) เป็นตัววัดความสำเร็จของแต่ละคน ต่างคนต่างเรียนเพื่อเอาชนะกัน (Individual based learning) ซึ่งสอนให้คนต้องเอาชนะคนอื่น เอาเปรียบคนอื่น จนถึงขั้นต้องโกงคนอื่น เปลี่ยนเป็นการเรียนแบบนักเรียนช่วยกันคิดช่วยกันทำและเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการเรียนแบบแบ่งปัน (Sharing based learning) เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เวลาทำงานทำมาหากิน เราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นถึงจะสำเร็จ รู้จักแบ่งปันพึ่งพาอาศัยกัน ทำงานเป็นทีม

  • จากการเรียนบนพื้นฐานรู้แต่ทฤษฏี (Theory based learning) เรียนรู้ทฤษฏี จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ เปลี่ยนเป็นการเรียนเพื่อเอาทฤษฏีไปปฏิบัติ (Theory in practice) ในชีวิตจริง เป็นการเรียนที่เน้นผลลัพท์ (Result based learning) นำทฤษฏีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง ค้นคว้าทดลอง เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ พัฒนาทฤษฏีมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าที่ขายได้

การเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ใหม่นี้ เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องยากยิ่งของประเทศไทย เพราะต้องเปลี่ยนความคิดของนักบริหารการศึกษาระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ  ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานของข้าราชการในกรมกองและอาจารย์ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอีกเป็นแสนๆคน ต้องเปลี่ยนความคิดของเจ้าของและผู้บริหารโรงเรียน และมหาวิทยาลัยเอกชน รวมทั้งครูอาจารย์อีกเป็นแสนคนที่ทำงานในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเอกชน และต้องเปลี่ยนทัศนะคติ ความคิดของผู้ปกครองนักเรียนทั้งประเทศอีกหลายล้านคน จึงเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างยิ่ง เพราะระบบการศึกษาต้องใช้เวลาอย่างต่ำถึง 12 ปี ถึงจะสร้างคนที่มีความคิดและทัศนคติใหม่ได้ ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในการปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ

Nelson Mandela กล่าวว่า “Education is the most powerful weapon which you can use to change the world.” การศึกษาคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดซึ่งคุณสามารถ ใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลกได้

Benjamin Franklin กล่าวว่า “An investment in knowledge pays the best interest.” การลงทุนในเรื่องความรู้จ่ายดอกเบี้ยตอบแทนสูงสุด

Malcolm X กล่าวว่า “Education is the passport to the future, for tomorrow belongs to those who prepare for it today.” การศึกษาคือหนังสือเดินทางไปสู่ อนาคต เพราะวันพรุ่งนี้เป็นของคนที่ได้เตรียมตัวเพื่อมันในวันนี้

เข้าร่วมกระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความเข้มแข็งของประเทศไทยด้วยกันนะครับ

ซินเหนียนไคว้เล่อ กงซีฟาไฉ ต้าจี๋ต้าลี่ หลงหม่าจินเสิน
ขอให้มีความสุขวันปีใหม่ ขอให้ร่ำรวย ค้าขายได้กำไร สุขภาพแข็งแรง ครับ

ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ และ ศ.ดร. ศันสนีย์ ไชยโรจน์
และภาพจาก admissionpremium.com