วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ห้องเรียนอัจฉริยะ


“Wisdom is more valuable than jewels; nothing you could want can compare with it. Wisdom offers you long life, as well as wealth and honor. Wisdom can make your life pleasant and lead you safely throught it"  Proverbs 3:15-17

ได้เคยนำเสนอไปแล้วว่าระบบการศึกษาของไทยควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยด่วนเพราะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยในปัจจุบันอยู่ในอันดับที่น่าเป็นห่วงเมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนชาติอื่นๆทั่วโลก หรือแม้จะทำการเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ประเทศไทยยังตามหลังประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย อยู่พอสมควรและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยจะยิ่งตกอันดับชั้นลงมากขึ้นเรื่อยๆถ้ากระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารการศึกษาของประเทศไทยยังไม่รีบดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาและระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนไทยเสียใหม่
มีรายงานการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัย Durham University ซึ่งทำการศึกษาทดลองลักษณะห้องเรียนแบบใหม่ ที่มีชื่อเรียกว่า “Star Trek Classroom” ที่กำลังจะเป็นห้องเรียนอัจฉริยะของนักเรียนในอนาคตอันใกล้นี้ ห้องเรียนอัจฉริยะที่กำลังศึกษาทดลองอยู่ในขณะนี้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นส่วนเสริมการเรียนการสอนเด็กนักเรียนรุ่นใหม่จะมีลักษณะเป็นแบบระบบสัมผัสได้หลายจุด (Multi-touch) และใช้ได้หลายๆคนพร้อมกัน (Multi-user) โดยโครงการนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาทดลองซึ่งขณะนี้ได้ทำการทดลองมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี โดยมีนักเรียนมากกว่า 400 คนเข้าร่วมในโครงการศึกษาทดลองห้องเรียนอัจฉริยะสำหรับใช้ในการเรียนการสอนในอนาคตอันใกล้นี้
 
ศาสตราจารย์ Liz Burd แห่ง School of Education หัวหน้าคณะศึกษาวิจัยโครงการนี้ที่ Durham University กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการศึกษาทดลองห้องเรียนอัจฉริยะโครงการนี้คือการใช้ห้องเรียนอัจฉริยะให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนอย่างมากซึ่งนักเรียนจะได้รับความรู้จากการแบ่งปัน (Sharing) การแก้ไขปัญหา (Problem solving) และการสร้างสรรค์ (Creating) มากกว่าการเรียนในห้องเรียนแบบปัจจุบันซึ่งนักเรียนเป็นฝ่ายนั่งรับฟัง (Passive listening) จากครูผู้สอนมากกว่า

โต๊ะเรียนอัจฉริยะในห้องเรียนที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่นี้จะทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน (Active engagement) ในการเรียน และนักเรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน (Equal access) ทำให้นักเรียนสามารถให้ความร่วมมือในการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ (Effectively Collaboration)  

ผลจากการทดลองใช้ห้องเรียนอัจฉริยะกับนักเรียนที่มีอายุส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 8 – 10 ปี พบว่าเกิดการเรียนรู้โดยความร่วมมือกัน (Collaborative learning) ทำให้นักเรียนมีความเก่งและความพลิกแพลงมากขึ้นในวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งแตกต่างจากระบบการสอนในปัจจุบันที่ใช้แบบจดเขียนบนกระดาษ (Paper-based approach) เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ในโต๊ะเรียนอัจฉริยะนี้ทำให้นักเรียนทั้งหมดมีส่วนร่วมในการเรียน แทนที่จะเป็นการเรียนแบบที่ขึ้นอยู่กับนักเรียนแต่ละคน (Individual dominating)
 
โครงการสื่อการเรียนการสอนที่มีชื่อเรียกว่า SynergyNet ออกแบบห้องเรียนให้มีระบบการร่วมมือกันระหว่างโต๊ะเรียนอัจฉริยะซึ่งสร้างให้ผิวบนโต๊ะเรียนเป็นระบบสัมผัสได้หลายๆจุด (Multi-touch) ซึ่งจะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย (Network) และเชื่อมโยงกับกระดานอัจฉริยะ (Smartboard) โดยโต๊ะเรียนอัจฉริยะจะเป็นทั้งจอ (Screen) และเป็นแป้นพิมพ์ (Keyboard) ได้ด้วยทำให้โต๊ะเรียนอัจฉริยะทุกตัวเป็นได้ทั้งโต๊ะเรียนและกระดานสัมผัส ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถใช้โต๊ะเรียนอัจฉริยะตัวใดก็ได้ในห้องเรียน ครูผู้สอนสามารถสั่งงานให้นักเรียนทุกโต๊ะเรียนอัจฉริยะเหมือนกันหมด หรือเลือกสั่งงานให้นักเรียนแต่ละโต๊ะเรียนอัจฉริยะแตกต่างกันก็ได้ ตามความสามารถหรือความสนใจของนักเรียนที่แตกต่างกัน รวมทั้งครูผู้สอนสามารถส่งคำตอบให้นักเรียนทั้งชั้น หรือแยกให้นักเรียนแต่ละคนก็ได้ตามโต๊ะเรียนอัจฉริยะ และครูผู้สอนยังสามารถสั่งงานให้นักเรียนที่จะเข้ามาเรียนในชั่วโมงถัดไปทำ หรือตั้งคำถามให้นักเรียนอภิปรายไว้ล่วงหน้าได้ ทั้งหมดนี้สามารถทำผ่านโต๊ะเรียนอัจฉริยะ
 
เมื่อนักเรียนเขียนอะไรบนโต๊ะเรียนอัจฉริยะนี้ ครูผู้สอนจะเห็นได้ทันที และสามารถส่งข้อมูลเข้าไปแนะนำนักเรียนคนนั้นได้ทันทีโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับนักเรียนคนอื่นๆ ทำให้นักเรียนคนอื่นๆสามารถทำงานของตนต่อไปได้โดยไม่ต้องหยุดรอเพื่อนที่อาจจะทำงานช้ากว่า หรือกำลังทำงานผิดพลาด
เทคโนโลยีทันสมัยในห้องเรียนอัจฉริยะแบบ StarTrek นี้ทำให้ครูผู้สอนสามารถช่วยนักเรียนในการเรียนทั้งในลักษณะเป็นกลุ่มและเป็นรายตัวได้พร้อมๆกันซึ่งทำให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผลการศึกษาทดลองพบว่าการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในชั้นเรียนที่ใช้ระบบ SynergyNet นี้ทำให้นักเรียนมีความเก่งและความสามารถในการพลิกแพลงได้ดีกว่าระบบการเรียนการสอนแบบปัจจุบันที่ใช้กระดาน และกระดาษดินสอ
อาจารย์ Emma Mercier นักวิจัยแห่ง School of Education, Durham University กล่าวว่านักเรียนในห้องเรียนอัจฉริยะที่กำลังทดลองใช้อยู่นี้ให้ความร่วมมือในการเรียนเป็นอย่างมาก เพราะนักเรียนสามารถตอบโต้ (Interact) การสอนกับครูผู้สอนได้ทันทีและสามารถค้นหาและเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างกันได้ และนักเรียนด้วยกันเองสามารถช่วยให้เพื่อนๆมีความรู้ความเข้าใจในวิชาที่เรียนได้อย่างรวดเร็วเพราะสามารถแบ่งปันสิ่งที่ตนค้นพบ สิ่งที่ตนรู้ให้เพื่อนๆได้ทันทีผ่านระบบโต๊ะเรียนอัจฉริยะนี้
ที่นำเรื่องนี้มาเสนอก็เพื่อให้บรรดาผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนนักเรียนในโรงเรียนต่างๆได้รับรู้ถึงข้อมูลความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของการเรียนการสอนสมัยใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ ที่อาศัยเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาเป็นสื่อช่วยในการเรียนการสอนนักเรียน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิวัติระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนใหม่เลยก็ว่าได้ และน่าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อโรงเรียนทุกโรง อาชีพครู และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา
ต่อไปนี้เป็นข้อสังเกตของผมที่คิดไปล่วงหน้าเอาเองว่าห้องเรียนอัจฉริยะ น่าจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้างในระบบการศึกษาของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้
1.โรงเรียนต้องลงทุนใหม่อย่างมหาศาลในระบบห้องเรียนอัจฉริยะใหม่นี้แทนที่ห้องเรียนแบบปัจจุบัน แบบที่ว่าห้องเรียนที่มีกระดานดำ ที่เขียนด้วยชอล์ค หรือกระดานWhite board ที่เขียนด้วยปากกา Magic pen ในปัจจุบัน จะกลายเป็นอดีตไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เมื่อโรงเรียนต้องลงทุนใหม่ทำห้องเรียนอัจฉริยะที่เป็นโต๊ะเรียนอัจฉริยะแบบสัมผัส นักเรียนสามารถใช้นิ้วมือสัมผัสลากเลื่อนบนจอไปมา หรือเขียน หรือพิมพ์ได้บนจอบนโต๊ะเรียนอัจฉริยะได้
2. ครูผู้สอนต้องมีความรู้ใหม่ทางเทคโนโลยีที่จะใช้การสอนผ่านสื่อการเรียนบนโต๊ะเรียนอัจฉริยะ เพราะครูผู้สอนต้องสื่อสารกับเด็กนักเรียนทุกโต๊ะเรียนอัจฉริยะพร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องเตรียมการเรียนการสอนเป็นอย่างดี อย่างละเอียด เนื่องจากสามารถให้งานแก่นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันหรือมีความสนใจแตกต่างกันได้เป็นรายคน หรือหลายคน ผ่านโต๊ะเรียนอัจฉริยะได้
3. นักเรียนในอนาคตอันใกล้ที่ใช้ห้องเรียนอัจฉริยะนี้ไม่ต้องหิ้วกระเป๋าหนังสือ สมุดจนไหล่เอียงกันอีกแล้ว เพราะโต๊ะเรียนอัจฉริยะนี้จะทำให้ห้องเรียนเป็นห้องเรียนไร้กระดาษ (Paperless classroom) เพราะนักเรียนสามารถใช้โต๊ะเรียนอัจฉริยะเรียกตำราเรียนขึ้นมาบนจอและใช้นิ้วมือสัมผัส ตอบคำถาม เขียนคำถาม ทำการบ้านโดยการเขียนหรือพิมพ์บนจอที่โต๊ะเรียนอัจฉริยะส่งครูผู้สอนได้เลย สำนักพิมพ์ตำราเรียนทั้งหลายเตรียมตัวปิดกิจการได้เลยเมื่อโต๊ะเรียนอัจฉริยะถูกผลิตนำมาใช้ในโรงเรียน และ ตำราเรียนจะสามารถ download ได้จากอาจารย์ผู้แต่งตำราโดยตรงผ่านทางระบบ internet หรือซื้อจากร้านขายหนังสือบน Internet
4. จำนวนครูผู้สอนในโรงเรียนอาจจะลดลงมาก เพราะครูหนึ่งคนสามารถสอนนักเรียนผ่านโต๊ะเรียนอัจฉริยะได้นับเป็นร้อยคน รวมทั้งตำราเรียนแบบใหม่อาจจะมีการใช้ภาพและเสียงจริงของผู้แต่งตำราเป็นผู้สอนเสียเอง หรืออาจารย์ที่สอนเก่งๆในวิชานั้นสามารถสอนผ่านทางสื่อที่ให้นักเรียนรับรู้ได้ทั้งภาพ เสียง และความลึกได้ ผ่านทางระบบ internet มาถึงโต๊ะเรียนอัจฉริยะของนักเรียนซึ่งโรงเรียนอาจซื้อชั่วโมงการสอนจากอาจารย์ผู้สอนที่เก่งในวิชานั้นแทนที่ต้องจ้างครูหลายคนเพื่อสอนวิชานั้นในโรงเรียน หรืออาจจะก้าวหน้าไปจนถึงระดับที่นักเรียนสามารถลงทะเบียนเรียนโดยตรงกับอาจารย์ผู้สอนผ่านระบบ internet เลย
5. อิสรภาพทางการศึกษาจะเปิดกว้างขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักเรียนรุ่นต่อไปมีความสามารถทางภาษาอังกฤษมากขึ้น จะกลายเป็นว่านักเรียนไทยสามารถลงทะเบียนเรียนกับโรงเรียนในต่างประเทศได้ เมื่อระบบการเรียนการสอนได้เปลี่ยนไปเป็นระบบการสอนในระบบ on lone ผ่าน internet มากขึ้นแล้วโรงเรียนชื่อดังๆในต่างประเทศจะเปิดการสอน on line ผ่านระบบ internet และรับนักเรียนได้ทั่วโลก เมื่อถึงเวลานั้น ซึ่งไม่น่าจะเกินอีก 10-15 ปีข้างหน้าโรงเรียนไทยคงต้องปิดกิจการกันเกือบทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งดีสำหรับประเทศไทยที่ไม่จำเป็นต้องมีกระทรวงศึกษาธิการให้เปลืองเงินงบประมาณที่เก็บจากภาษีประชาชนอีกต่อไป
6. โรงเรียนไทยที่มีคุณภาพจริงๆและสามารถพัฒนาไปสู่การเรียนการสอนในระบบนานาชาติ (International school) ที่สามารถแข่งขันได้จะเติบโตมากขึ้นเพราะสามารถขายการเรียนการสอน on line ผ่านระบบ internet ได้ทั่วโลก ส่วนโรงเรียนที่ด้อยคุณภาพและไม่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีก็ต้องปิดกิจการไปตามสภาพการเงิน เพราะไม่สามารถแข่งขันกับโรงเรียนที่มีห้องเรียนอัจฉริยะได้
Benjamin Franklin กล่าวว่า “Investment in knowledge pays the best interest” การลงทุนในความรู้ให้ดอกผลที่ดีที่สุด
Nelson Mandela กล่าวว่า “Education is the most powerful weapon which you can use to change the world” การศึกษาคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดซึ่งคุณสามารถใช้เปลี่ยนแปลงโลกได้

หวังว่าข้อมูลที่นำเสนอนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านมองเห็นอนาคตการศึกษาของประเทศไทยได้ชัดเจนมากขึ้นนะครับM


แหล่งข้อมูล : Dailymail โดย Amanda William

 

1 ความคิดเห็น:

  1. สนใจโปรด!

    ชื่อของฉันคือนาง Natchaya พาลา-en ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Beacon หน้าแรกการเงิน เราเป็น บริษัท ที่ได้รับอนุมัติถูกต้องตามกฎหมายและรัฐบาลเครดิต เรามีเงินให้กู้ยืมแก่บุคคลและองค์กรที่อัตราดอกเบี้ย 2% และเราให้ออกเงินกู้ในสกุลเงินที่คุณเลือกได้

    ผู้กู้ที่สนใจควรติดต่อเราตอนนี้ที่ info.beaconloansfirm@gmail.com ที่จะได้รับเงินทุนสนับสนุน

    หมายเหตุ: อีเมลและการตอบสนองทั้งหมดจะถูกส่งไปยัง: info.beaconloansfirm@gmail.com

    ขอแสดงความนับถือ
    ผู้จัดการการโฆษณา

    ตอบนำออก